3.ระบบออกซิเจนที่ใช้ในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง
3.ระบบออกซิเจนที่ใช้ในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง

นิตยสารสัตว์น้ำเดินทางมายัง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อมาพูดคุยกับ คุณประสพชัย ปรางพรม หรือ คุณอูมเจ้าของฟาร์มอนุบาล ลูกกุ้ง “พนมฟาร์ม” ซึ่งคุณอูมเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาดูแลกิจการพนมฟาร์ม และแตกฟาร์มย่อยขึ้นอีก 3 ฟาร์ม ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกุ้งทั้ง 3 ชนิด

กุ้งกุลาดำในอดีตนั้นถือว่าเป็นกุ้งเศรษฐกิจของเมืองไทย มีมูลค่าส่งออกหลายพันล้านต่อปี จนกระทั่งปี 2544 เกิดเหตุตึกเวิลด์เทรดถล่ม เศรษฐกิจสหรัฐล้ม กระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำเข้าเต็มๆ เมื่อผู้ซื้อลดลง ปริมาณกุ้งเริ่มล้นตลาด ราคาร่วง

เกษตรกรบางคนแบกรับต้นทุนไม่ไหว เลิกเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และหันมาเลี้ยงกุ้งขาววานาไม กุ้งสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มเข้ามาให้ลองเลี้ยง แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำเริ่มดีขึ้น เมื่อพี่ใหญ่ อย่าง ประเทศจีน เปิดรับซื้อกุ้งกุลาดำจากบ้านเรามากขึ้น ส่งผลให้การเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง

1.คุณประสพชัย ปรางพรม เจ้าของฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง
1.คุณประสพชัย ปรางพรม เจ้าของฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง

จุดเริ่มต้นของการเพาะเลี้ยงกุ้ง

หากเล่าย้อนไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว พนมฟาร์มเป็นฟาร์มเพาะ ลูกกุ้ง อันดับต้นๆ ประเทศไทย เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำจากธรรมชาตินำมาขุน ตัดตา เตรียมบ่ออนุบาลนอเพลียส และอนุบาลเป็นลูกกุ้งจนออกขาย

 “พนมฟาร์ม เริ่มธุรกิจอนุบาลลูกกุ้งจากกุ้งกุลาดำ ซื้อแม่กุ้งธรรมชาติมาจากจังหวัดตราด เอามาขุนเพื่อให้กุ้งไข่ แล้วนำนอเพลียสมาอนุบาลที่ฟาร์ม สมัยนั้นคุณพ่อก็เลี้ยงไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องเอาอะไรให้กุ้งกิน แต่โชคดีมีเพื่อนทำงานอยู่ที่กรมประมง เขาก็มาแนะนำว่าลูกกุ้งต้องกิน “คีโตเซอรอส” คุณพ่อก็ศึกษาวิธีเลี้ยงคีโต ทำให้ลูกกุ้งกิน จนสามารถออกขายลูกกุ้งได้ จากนั้นก็เดินอาชีพนี้มาตลอด” คุณอูมกล่าวเพิ่มเติมถึงจุดเริ่มต้นของฟาร์ม

2.ฟาร์มอนุบาลระบบเปิด
2.ฟาร์มอนุบาลระบบเปิด
ลูกกุ้งก้ามกรามอายุ 11 วัน
ลูกกุ้งก้ามกรามอายุ 11 วัน

การอนุบาลลูกกุ้ง

ปัจจุบันพนมฟาร์มมีทั้งหมด 3 สาขา มีการอนุบาล ลูกกุ้ง ทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ กุ้งขาววานาไม ที่มีสัดส่วนมากถึง 70% รองลงมา คือ กุ้งก้ามกราม 20% และ กุ้งกุลาดำ 10%  เมื่อถามว่าทำไมถึงยังอนุบาลลูกกุ้งดำอยู่ คุณอูมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้ฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งดำมีน้อยลง ด้วยกระแสการเลี้ยงในภาคกลางที่น้อยลง แต่ที่ฟาร์มเรายังผลิต เพราะว่าเรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ถึงจะไม่มากเหมือนแต่ก่อน แต่ก็มีเข้ามาซื้อตลอด

เพราะฟาร์มของเราผลิตลูกกุ้งได้คุณภาพ ใช้สายพันธุ์สตูนแท้ 100% อีกทั้งเราอนุบาลด้วยวิธีที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ปลอดโรค ลูกกุ้งที่ออกไปจึงแข็งแรง เลี้ยงแล้วโต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกษตรกรเจ้าของบ่อก็ต้องมีความชำนาญ และมีการจัดการบ่อเลี้ยงที่ดี เพื่อคุณภาพของกุ้งที่ออกมา ไม่ใช่ว่าลูกกุ้งออกไปดี แต่ถ้าสภาพบ่อไม่พร้อม เลี้ยงยังไงกุ้งก็ไม่รอด”

3.ระบบออกซิเจนที่ใช้ในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง
3.ระบบออกซิเจนที่ใช้ในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง

การบริหารจัดการบ่อกุ้ง

ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ในวงการลูกกุ้งก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยากจะรู้กุ้งตัวไหนดี ก็ต้องดูที่ “สายพันธุ์” ที่พนมฟาร์ม เราจะใช้กุ้งดำสายพันธุ์สตูนแท้ 100% ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เกษตรกรให้ความนิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง โตดี อัตรารอดสูง และผ่านการเพาะจากฟาร์มมาตรฐาน

ในส่วนของการอนุบาล ก่อนลงนอเพลียสทางฟาร์มจะทำความสะอาดฆ่าเชื้อบ่ออนุบาล จากนั้นนำน้ำที่ผ่านการทรีตเติมลงในบ่อเลี้ยง โดยน้ำที่ใช้จะเป็นน้ำที่มาจากช่องแสมสาร หรือ น้ำนาเกลือ เพราะมีความสะอาด และมีธาตุอาหารสูง นำมาผสมกับน้ำจืด โดยใช้ความเค็มในการเลี้ยงประมาณ 30 ppt. ถือเป็นความเค็มที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของลูกกุ้ง

จากนั้นนำนอเพลียสใส่ในบ่อเลี้ยง อัตรา 1 ล้านตัว/น้ำ 3 ตัน ในช่วงแรกทางฟาร์มจะเน้นให้คีโตเซอรอส เป็นอาหารลูกกุ้ง นาน 4-5 วัน จากนั้นจะเริ่มสลับอาร์ทีเมีย นาน 4-5 วัน ก็จะให้อาร์ทีเมียล้วน จนกุ้งเข้าระยะ P 4-5 จะเริ่มให้อาร์ทีเมีย สลับกับเฟล็ค (อาหารเสริมลูกกุ้งวัยอ่อน) และย้ายลูกกุ้งมาฟาร์มอนุบาลอีกแห่ง ซึ่งเป็นฟาร์มพร้อมจำหน่าย และกระจาย ลูกกุ้ง ลงบ่ออนุบาลบ่อละ 2.5 แสนตัว จากนั้นเลี้ยงต่อจนถึง P15 จึงจะเริ่มปรับน้ำตามที่ลูกค้าแจ้ง และออกจำหน่ายได้

คุณอูมย้ำว่า สิ่งสำคัญของการอนุบาลลูกกุ้ง ความสะอาดของน้ำ หากน้ำไม่ดี มีสิ่งปนเปื้อน กุ้งที่อนุบาลก็จะอ่อนแอ แคะแกรน หรือตายได้ง่าย ดังนั้นทางฟาร์มจะทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค อีกทั้งการที่กุ้งได้น้ำใหม่ทุกวันจะช่วยให้กุ้งโตเร็ว และแข็งแรง

นอกจากนี้ยังมีความสำคัญเรื่องของอุณหภูมิด้วย โดยเฉพาะช่วงนี้ที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ลูกกุ้งที่เพาะติดยาก แต่ที่ฟาร์มได้ใช้เทคนิค คือ การนำผ้าใบมาคลุมบ่อเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ประมาณ 25-28 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสม หากอากาศเย็นเกินไปกุ้งจะไม่กินอาหาร จะส่งผลต่อในเรื่องการเจริญเติบโตซึ่งเทคนิคนี้ต้องใช้ความชำนาญของมือเพาะร่วมด้วย

4.กุ้งกุลาดำคุณภาพต้องพนมฟาร์ม
4.กุ้งกุลาดำคุณภาพต้องพนมฟาร์ม

ด้านตลาดและช่องทางจำหน่าย ลูกกุ้งขาว กุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำ

ราคาลูกกุ้งขาว กุ้งก้ามกราม และกุ้งกุลาดำ ที่ฟาร์มจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ราคา 6-8 สตางค์ ขนาด P12 ขึ้นไป ตามความต้องการของลูกค้า และยังมีบริการปรับน้ำต่ำสุด 3 แต้ม (ในกุ้งดำ) นอกจากนี้ยังจำหน่ายกุ้งก้ามกรามชำขนาด 300-350 ตัว/กก หรือตามลูกค้าสั่งอีกด้วย

“เรามีฟาร์มในเครือข่ายเราเยอะ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งขาว กุ้งดำ กุ้งก้ามกราม หรือ กุ้งชำ เพราะฉะนั้นกุ้งของเราไม่เคยขาด มีของตลอด เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ลูกกุ้งที่ฟาร์มสามารถออกได้ทุกวัน แต่ทางลูกค้าต้องแจ้งมาก่อนล่วงหน้า เพื่อที่จะเตรียมลูกกุ้งให้พร้อม ถ้าเป็นกุ้งน้ำเค็มสามารถรับได้เลย แต่ถ้าเป็นน้ำจืดต้องรอทางฟาร์มปรับน้ำก่อน ซึ่งการปรับน้ำจะเป็นช่วงความเสี่ยงที่ทางฟาร์มต้องรับผิดชอบก่อนส่งมอบให้กับลูกค้า”

เมื่อถามถึงมุมมองคนเลี้ยงกุ้งกุลาดำ คุณอูมได้ให้ความเห็นว่า “ในฟาร์มผมเองถ้าเป็นเมื่อก่อนกุ้งดำจะเพาะพันธุ์เยอะสุด แต่ในปัจจุบันจะเพาะน้อยลง เพราะฐานลูกค้าลดลง แต่ก็ไม่เคยทิ้ง มองว่าในอนาคตกุ้งดำอาจจะกลับมาอีกรอบก็ได้ พื้นที่ภาคกลางก็เริ่มเลี้ยงมากขึ้น ยังไงกุ้งกุลาดำ พนมฟาร์มไม่ทิ้งแน่นอน”

หากผู้อ่านท่านใดสนใจลูกกุ้งคุณภาพดี แข็งแรง อัตราการรอดสูง จากฟาร์มที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ พนมฟาร์ม โทร.081-9404596, 082-7145996, Facebook : อูมกุ้งกุ้งเทพ

3/4 หมู่ 8  ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง บริการส่งทั้งแบบถุงและแบบถังตามความต้องการ จัดส่งทั่วประเทศ

อ้างอิง : นิตยสารสัตว์น้ำ ฉบับที่ 378

สนับสนุนโดย