การปลูกขิง ปลูกง่าย โตเร็ว ผลผลิตดี
การปลูกขิง ปลูกง่าย โตเร็ว ผลผลิตดี

ถ้าให้พูดถึงสมุนไพรไทยที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการบำรุงร่างกาย และช่วยในเรื่องของการรักษาโรคต่างๆ คงบอกได้ว่ามีมากมายเลยทีเดียว เพราะว่าเมืองไทยนั้นก็ถือว่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรไม่แพ้ชาติอื่นเลย แต่ถ้าสมุนไพรที่รสชาติเผ็ดร้อน และช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนั้น ก็ต้องยกให้ ขิง เลยก็ว่าได้ การปลูกขิง

ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับ และมีการนำมาใช้ในการรักษาและบำรุงร่างกายเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่เราต้องมาทำความรู้จักกันให้มากขึ้นดีกว่า

1.ขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการบำรุงร่างกาย และรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี (https.pxhere.comthphoto1376943)
1.ขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการบำรุงร่างกาย และรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

การปลูกขิง

ขิงนั้นจัดได้ว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดอีกชนิดหนึ่งของไทยเลยก็ว่าได้ ด้วยรสชาติที่มีความเผ็ดร้อน แต่แฝงไปด้วยคุณประโยชน์อย่างมาก ทำให้ขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับ และนำมาใช้ในการรักษา ทั้งทางแพทย์แผนไทย และแผนโบราณ เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีงานวิจัยมากมายยกย่องให้ขึ้นเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคได้มากมายพอสมควรเลย

นอกจากนี้ขิงยังมีราคาที่สามารถหาซื้อและจับต้องได้ รวมไปถึงมีเกษตรกรมากมายที่ปลูกและนำมาพัฒนาเป็นยาไว้ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายด้วยทีเดียว ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับการบริโภคและหาซื้อทานได้ง่ายด้วยนั่นเอง

ประโยชน์ของขิง 

เรื่องราวของขิงนั้นยังมีอะไรที่เราสามารถหาอ่านได้อีกมากมาย เราจะมาเจาะลึกและทำความรู้จักกับพืชสมุนไพรชนิดนี้กันว่า ขิงนั้นมีราคาขายอย่างไร และการบริโภคขิง รวมไปถึงการใช้ในการรักษาและบำรุงร่างกายของขิงนั้นสามารถช่วยบรรเทาอาการและรักษาโรค หรือป้องกันโรคอะไรได้บ้าง เชื่อกันว่าหลายคนอาจจะรู้จักขิงกันเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้ศึกษารายละเอียดของขิงกัน เราจะมาทำความรู้จักกับพืชสมุนไพรชนิดนี้ที่ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ถ้าให้พูดถึงพืชสมุนไพรหลายๆ คนคงจะนึกถึงขิงเป็นอันดับแรกๆ อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนขิงก็เป็นพืชที่คุ้นชิน และสามารถหาซื้อได้ง่าย เพราะถ้าเอยชื่อ ข่า ก็ต้องมีขิงหลุดขึ้นมาด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่หาไม่ยาก และเป็นยาบำรุงร่างกายชั้นดีด้วยเช่นกัน

ขิงนั้นถือว่าเป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณในด้านการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นช่วยแก้คลื่นไส้ อาเจียน ช่วยรักษากลากเกลื้อน ถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดี ซึ่งการผลิตขิงนั้นก็จะมีการแบ่งออกเป็น การปลูกขิง เพื่อการบริโภคแบบสด เพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรม และการปลูกเพื่อผลิตพันธุ์

สภาพพื้นที่ปลูกขิง

ซึ่งขิงนั้นถือได้ว่าเป็นพืชที่สามารถปลูกในเขตร้อนได้เป็นอย่างดี แหล่งปลูกขิงที่มีความสำคัญนั้นก็จะอยู่ที่ อินเดีย และจีน ส่วนรองลงมาเลย ก็คือ ไต้หวัน ไทย เป็นต้น

การปลูกขิง นั้นจำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีเพื่อที่จะนำมาปลูก โดยการปลูกนั้นก็เพื่อที่ใช้เป็นการเก็บพันธุ์ขิงเฉพาะ การเตรียมพันธุ์ขิงที่ดีจึงต้องมีความรู้ในเรื่องการคัดเลือกสายพันธุ์ขิง การเลือกพื้นที่ที่เหมาะกับ การปลูกขิง ทำพันธุ์ การดูแลรักษา เป็นต้น

ขิงนั้นถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีศักยภาพในการส่งออก และตลาดต่างประเทศเองก็มีความต้องการขิงจากประเทศไทยเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน ด้วยที่ว่าขิงที่มีการปลูกในประเทศไทยนั้นเป็นขิงที่มีคุณภาพดีกว่าหลายๆ ประเทศ จึงทำให้ขิงในเมืองไทยเวลาส่งออกนั้นจะได้ราคาที่ดี ให้ผลตอบแทนที่สูง

ถือได้ว่าขิงนั้นเป็นพืชสมุนไพรที่มีความสำคัญรอบด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต ด้านการส่งออก ด้านการรักษา ช่วยบำรุงร่างกาย เป็นพืชที่เหมาะกับการบริโภคเป็นอย่างมาก เรามาดูกันว่าวิธี การปลูกขิง การบริโภคและสรรพคุณในเรื่องของการนำมาทำเป็นยาเพื่อช่วยในการบำรุงร่างกายและรักษาโรคนั้นเป็นอย่างไรกันดีกว่า

นอกจากนี้ในขิงนั้นก็สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย และยังมีวิตามินที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมากด้วย เพราะว่าทุกส่วนของขิงนั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทั้งสิ้น ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และใช้งานได้หลากหลายเลยทีเดียว

ลักษณะทั่วไปของขิง

หลายๆ คนคงอาจจะเคยเห็นหน้าตาของขิงกันมาบ้างแล้ว ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของขิงนั้นถือว่าเป็นพืชล้มลุก ที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลือกนอกจะมีสีน้ำตาลแกมเหลือง แต่ภายในเป็นสีเหลืองนวล จะมีการแทงหน่อ หรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ อาจจะมีกาบหรือโคนหุ้มซ้อนกันด้วย

ลักษณะของใบจะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว ซึ่งจะเป็นรูปหอกเกลี้ยงๆ ความกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร หลังใบห่อจีบเป็นรูปร่าง โคนใบสองแคมจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม ในส่วนของรากขิงนั้นจะมีลักษณะกลมๆ ฝอยๆ ออกรอบๆ เหง้า มีสีน้ำตาล มีรสชาติหวาน เผ็ดร้อน ขม ช่วยให้เจริญอาหาร แก้บิด แก้ลม แก้เสมหะ แก้แน่น

ส่วนดอกของขิงจะออกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาว แทงขึ้นออกมาจากเหง้า มีรสชาติเผ็ดร้อน แก้ขัดปัสสาวะ ใช้ช่วยย่อยอาหารได้ แก้โรคประสาทที่ทำให้ใจขุ่นมัว ผลขิงจะเป็นผลแข็งๆ มีลักษณะรูปกลมๆ รสชาติหวาน เผ็ด ใช้สำหรับการทำเป็นยาอายุวัฒนะ

สายพันธุ์ขิง

ในการปลูกขิงนั้นก็มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกเพื่อนำมาปลูกและจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับสายพันธุ์ขิงที่ได้รับความนิยมในการปลูกในไทยนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีประมาณ 2 สายพันธุ์ เรามาดูกันว่ามีสายพันธุ์อะไรบ้างที่ได้รับความนิยมสำหรับ การปลูกขิง ในไทย

  • ขิงพันธุ์ใหญ่ หรือขิงหยวก โดยสายพันธุ์ขิงชนิดนี้จะมีแง่งที่ใหญ่ ข้อจะห่าง เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน หรือถ้ามีก็จะ

มีน้อยมาก ขิงพันธุ์นี้จะมีรสเผ็ดน้อย ใต้เซลล์ผิวเมื่อลอกเยื่อหุ้มออกจะไม่มีสี หรือมีสีเหลืองเรื่อๆ ลักษณะของตาที่ปรากฏบนแง่งจะมีความกลมมน ลำต้นสูง ปลายใบป้าน เหมาะสำหรับการปลูกเป็นขิงอ่อน หรือส่งโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นขิงดอง ขิงแช่อิ่ม หรือใช้บริโภคสดได้

  • ขิงเล็ก หรือขิงเผ็ด สำหรับขิงพันธุ์เล็กนั้นจะมีแง่งที่เล็กกว่าพันธุ์ใหญ่พอสมควร อีกทั้งจะสั้นและมีข้อถี่ แต่เนื้อมี

เสี้ยนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพันธุ์ใหญ่ รสชาติขิงเล็กนั้นจะค่อนข้างเผ็ด ลักษณะของตาที่ปรากฏบนแง่งนั้นค่อนข้างแหลมแตกแขนงดี นิยมปลูกเป็นขิงแก่ เพราะได้น้ำหนักที่ดี และใช้ทำเป็นสมุนไพรประกอบการทำเป็นยารักษาโรค และนำมาสกัดน้ำมันด้วย

2.การปลูกขิง ปลูกง่าย โตเร็ว ผลผลิตดี
2.การปลูกขิง ปลูกง่าย โตเร็ว ผลผลิตดี

การปลูกและบำรุงดูแลขิง

สำหรับการปลูกขิงนั้นถือว่าเป็นการปลูกที่ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากเท่าไหร่นัก เพราะว่าเป็นพืชสมุนไพรที่สามารถปลูกได้ง่าย และถ้าปลูกในช่วงหน้าฝนแล้วจะทำให้ผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพ อีกทั้งยังไม่วุ่นวายในเรื่องของน้ำด้วย เพราะใช้น้ำจากสายฝนที่ตกลงมา แต่ถ้าใครจะปลูกขิงนอกฤดูก็สามารถปลูกได้เช่นกัน โดยจะเน้นไปที่การปลูกในช่วงหน้าหนาวแทน เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในดินใกล้เคียงกับช่วงหน้าฝน

ซึ่งการปลูกขิงนั้นก่อนจะเริ่มปลูกก็ต้องมีวิธีการเตรียมดิน และการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม เรามาดูกันว่า การปลูกขิง นั้นจะต้องมีวิธีการเตรียมพื้นที่อย่างไรบ้าง ซึ่งจะเหมาะกับ การปลูกขิง และทำให้ได้ขิงที่มีคุณภาพพร้อมจำหน่ายสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

การเตรียมดินใน การปลูกขิง นั้น อย่างแรกเลยจะต้องมีการทำการไถพรวนดินอย่างน้อยประมาณ 3-4 ครั้ง จากนั้นก็ให้ทำการยกร่องแปลงปลูกหรือยกร่องปลูก แต่ถ้าปลูกแบบแปลงก็ทำให้การยกแปลงปลูกให้มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ความยาวก็ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ว่ามีความเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน แต่ถ้าเป็นการปลูกแบบร่องก็ทำเป็นร่องปลูก โดยให้มีระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยประมาณ ส่วนเรื่องความสูงและความยาวนั้นก็ใช้ระยะเท่ากับความกว้าง หรือใช้วิธีการปลูกแบบร่องก็ได้

แต่ว่าก่อนที่จะเริ่มปลูกนั้นจะต้องมีการนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ด้วย อาจจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้ โดยใช้ประมาณ 1-2 ตัน ต่อไร่ และให้ใส่ปูนขาวประมาณ 200-400 กิโลกรัม ต่อไร่ เช่นกัน จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำทิ้งไว้ประมาณ 15-30 วัน แล้วค่อยลงมือปลูกต่อไป

สำหรับการเตรียมพันธุ์เพื่อทำการปลูกนั้นจะต้องมีการตัดท่อนพันธุ์ออกเป็นท่อนๆ เสียก่อน โดยให้ความยาวแต่ละท่อนนั้นมีความยาวประมาณ 2 นิ้ว อีกทั้งแต่ละท่อนต้องมีตาบนแง่งประมาณ 2-3 ตา และนำท่อนพันธุ์ที่ตัดมานั้นไปแช่ในน้ำยากำจัดเชื้อราอีกครั้ง

โดยยาที่ใช้อาจจะเป็นพวกยาไดโฟลาแทน หรือแมนเซ็ทดี ในปริมาณ 2-4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือใช้เบนเลทประมาณ 1 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ โดยแช่ไว้ประมาณ 10-15 นาที หรืออาจจะใช้วิธีการคลุกด้วยยาซีรีแซนผงผสมกับน้ำคลุกได้เช่นกัน หลังจากนั้นก็ให้นำท่อนพันธุ์ที่ผ่านการคลุกหรือแช่น้ำยาแล้วมาผึ่งแดดให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยนำไปปลูก สำหรับพื้นที่ในการปลูก 1 ไร่ ก็จะใช้ท่อนพันธุ์ขิงประมาณ 200-400 กิโลกรัม ต่อไร่

วิธีการปลูกขิง

การปลูกที่เหมาะสมหรือระยะที่ปลูกจะเหมาะสมนั้นส่วนใหญ่แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรที่ทำการปลูกนั้นจะเลือกใช้วิธีแบบใดตามหลักการที่เหมาะสมของตนเองก็ได้ โดยปกติแล้วการเลือกวิธีการปลูกก็จะต้องอาศัยหลักการใช้น้ำที่เหมาะสมด้วย

การปลูกโดยอาศัยน้ำฝน เป็นการปลูกในร่องหรือระหว่างร่อง โดยมีสันร่องสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร โดยเริ่มปลูกนั้นจะนำท่อนพันธุ์มาวางลงในหลุมที่จะปลูก ใส่หลุมละ 1 ท่อน สำหรับหลุมที่จะปลูกนั้นควรจะมีความลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 20-25 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร ในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จะใช้ท่อนพันธุ์ปลูกประมาณ 190-230 กิโลกรัม

การปลูกโดยอาศัยน้ำจากชลประทาน การปลูกโดยใช้น้ำจากชลประทานนั้นจะเป็นการปลูกบนสันร่อง โดยร่องที่ทำการปลูกนั้นจะสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 1 เมตร ระหว่างแปลงปลูกนั้นควรจะมีทางระบายน้ำกว้างประมาณ 25-30 เซนติเมตร

ซึ่งวิธีนี้จะใช้ระยะในการปลูกที่ค่อนข้างห่างกว่าวิธีการปลูกแบบใช้น้ำฝน เพื่อที่จะสะดวกในการใช้น้ำ ซึ่งไม่เหมือนกับการปลูกในวิธีแรกที่ต้องปลูกชิดนั้นก็เพื่อที่จะรักษาความชื้นเอาไว้ โดยหลุมปลูกจะต้องมีความลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้นก็จะประมาณ 30-35 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร

การปลูกขิง อ่อนนั้นจะมีการเตรียมแปลงแล้วนำแง่งขิงที่เตรียมไว้ลงในแปลงปลูก โดยใช้มือขุดทรายหรือเสียมที่มีขนาดเล็กหรือเหมาะมือในการขุด โดยให้มีความลึกประมาณ 7-8 เซนติเมตร แล้วค่อยวางท่อนพันธุ์ในแนวตั้ง และหลังจากที่เริ่มปลูกไปประมาณ 1 เดือน ขิงก็จะเริ่มแทงหน่อขึ้นมาให้เห็นมีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร เมื่อขิงมีอายุได้ประมาณ 2 เดือน ขิงรุ่นแรกก็จะโผล่พ้นพื้นทรายขึ้นมา โดยมีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าหากว่ามีความสูงขึ้นมาประมาณ 30-40 เซนติเมตร ก็สามารถที่ทำการเก็บหน่อเพื่อขายได้เลย

โดยระยะเวลาที่เก็บในแต่ละครั้งนั้นจะห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 12-15 วัน จากผลที่ได้ลองทำดูพบว่า ขิงที่เพาะ 100 กิโลกรัมนั้น จะเก็บขิงอ่อนรุ่นแรกได้ประมาณ 13 กิโลกรัม ส่วนรุ่นหลังๆ จะเก็บได้ประมาณรุ่นละ 6-12 กิโลกรัม ตามลำดับ ในการดูแลและการเพาะเลี้ยง

การให้น้ำและปุ๋ยต้นขิง

ถึงแม้ว่าจะเริ่มปลูกขิงไปแล้ว แต่การดูแลนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราไม่ดูแลขิงให้ดี การจะได้ขิงที่มีคุณภาพและพร้อมจำหน่ายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย เรื่องการดูแลนั้นถือว่าเป็นหัวใจหลักในการปลูกพืชผักและผลไม้เลยก็ว่าได้

โดยปกติแล้วการให้น้ำสำหรับ การปลูกขิง นั้น ถ้ามีต้นทุนเสียหน่อยก็จะช่วยประหยัดเวลาการให้น้ำได้มากเลยทีเดียว โดยทำการติดตั้งระบบน้ำแบบระบบสปริงเกลอร์ โดยผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว ซึ่งถ้าสังเกตว่าหน้าดิน และต้นขิงนั้นเริ่มมีอาการเหี่ยวเกิดขึ้นก็ควรที่จะรดน้ำในทันที ส่วนการปลูกโดยอาศัยระบบชลประทานนั้น เมื่อตรวจแปลงปลูกแล้วพบว่าดินมีความแห้งเกินไป ก็ให้ทำการทดน้ำเข้าแปลงปลูกได้เลย แต่ถ้าเมื่อน้ำเริ่มท่วมขังมากเกินไปก็ให้ระบายน้ำออกในทันที

การใช้วัสดุเพื่อช่วยในการคลุมดินถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการรักษาความชื้นในดินสำหรับแปลงปลูกได้ด้วย สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ในการคลุมดินนั้นส่วนใหญ่แล้วก็สามารถหาได้ตามบ้านทั่วไป อาจจะเป็นทางมะพร้าว หรือใบหญ้าคา ฟางข้าวก็ได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และทำให้ดินนั้นไม่แห้งเร็วด้วย

การใส่ปุ๋ย สำหรับขิงนั้นเป็นพืชที่ต้องมีการบำรุงและดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สำหรับการใช้ปุ๋ยใน การปลูกขิง นั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งจะเป็นการใช้ปุ๋ยเพื่อรองพื้นประมาณ 50-60 กิโลกรัม ต่อไร่ จากนั้นเมื่อขิงมีอายุได้ 2 เดือน และ 4 เดือน ก็ให้เปลี่ยนเป็นปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยใช้ในปริมาณที่ 50-60 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับการใส่ปุ๋ยนั้นควรจะใส่ระหว่างหลุมปลูกประมาณหลุมละ 1 ช้อนชา ก็เพียงพอต่อการใส่ปุ๋ยให้กับขิงแล้ว

การกำจัดวัชพืชต้นขิง

การกำจัดวัชพืชช่วยป้องกันการแย่งธาตุอาหารในดิน สำหรับการกำจัดวัชพืชนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติในการปลูกพืชทุกชนิด ซึ่งสำหรับ การปลูกขิง เองก็เช่นกัน โดยจะเริ่มทำตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูก อาจจะเริ่มจากการไถ ก็ต้องทำการไถพรวนดินเก็บเอาเศษวัชพืชออกให้หมด

พอหลังจากที่เริ่มลงมือใน การปลูกขิง แล้วเรียบร้อยก็ให้ทำวิธีเดียวกัน แต่หลังจากที่ปลูกจะเป็นวิธีการกำจัดอีกรูปแบบหนึ่ง คือ อาจจะใช้แรงงานคนโดยใช้มือในการถอนวัชพืชออก ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับขิงมากที่สุดเพราะว่าจะไม่ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนขิงมากจนเกินไปด้วย

สำหรับการกลบโคนหรือการถมโคนลงยังบริเวณที่ปลูกถือว่าเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัวแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้ขิงนั้นแตกหน่อ แตกกอ ได้เป็นอย่างดีด้วย และจะช่วยให้แง่งนั้นสามารถเจริญเติบโตได้สมบูรณ์เป็นอย่างมาก ครั้งแรกทำการกลบโคนเมื่อขิงเริ่มมีอายุได้ 2 เดือน หลังจากนั้นเมื่อต้นขิงงอกขึ้นมาได้ประมาณ 3 ต้น โดยใช้จอบโกยดินบนสันร่องกลบโคนต้นขิงเพียงครึ่งหนึ่งของร่องก่อน หลังจากนั้นครั้งที่สองก็ให้ทำหลังจากครั้งแรกประมาณ 1 เดือน หรือก็คือเมื่อขิงมีอายุได้ 3 เดือน

3.ผลผลิตขิงมีคุณภาพ (https.pixabay.comthphotos--
3.ผลผลิตขิงมีคุณภาพ

การเก็บเกี่ยวผลผลิตขิง

การเก็บเกี่ยวทั้งขิงแก่และขิงอ่อน จะเริ่มเก็บเมื่ออายุประมาณ 4-6 เดือน ผลผลิตของแง่งสดได้ประมาณ 3,000-4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าเป็นขิงแก่จะทำการเริ่มเก็บขิงเมื่อมีอายุได้ประมาณ 8-12 เดือน โดยจะสังเกตได้จากใบและลำต้นเริ่มมีอาการเหี่ยวเฉา ก็แสดงว่าขิงนั้นแก่ได้ที่แล้ว โดยผลผลิตที่เก็บได้ประมาณ 3,000-5,000 กิโลกรัม

การป้องกันและกำจัด โรค แมลงศัตรูพืช ต้นขิง

โรคและศัตรูพืชนั้นถือว่าเป็นของคู่กันกับภาคการเกษตร ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องพบเจออยู่แล้ว แต่เมื่อพบแล้วจะมีวิธีป้องกันอย่างไร และรับมือกับมันให้อยู่ในปริมาณที่ไม่แพร่กระจายไปสู่บริเวณอื่นๆ อาจจะใช้สารเคมีหรือใช้ปุ๋ยที่มีสูตรช่วยในการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ได้เช่นกัน

สำหรับขิงนั้นปกติแล้วก็เป็นพืชที่มีปัญหาในเรื่องโรคไม่เยอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย ซึ่งโรคที่มักจะพบเจอเลยก็คือ

โรคแอนแทรคโนส โดยอาการของโรคดังกล่าวนั้น ตัวใบของขิงนั้นจะแสดงอาการเป็นจุดเล็กๆ มีลักษณะกลมเหมือนรูปไข่ และจะขยายจนมีขนาดใหญ่ชนกัน

การป้องกัน ก็อาจจะมีการใช้สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดโรคแอนแทรคโนส จะมีพวกสารไดโฟลาแทน หรือเบนเลท โดยให้ทำการฉีดพ่นไปที่ใบให้ทั่วทั้งแปลงที่ทำการปลูก ทั้งนี้การใช้เคมีทุกชนิดจะต้องมีการผสมน้ำตามสูตรในการใช้ เพื่อเป็นการลดปริมาณการสะสมของสารเคมีที่ตกค้างในดินไม่ให้มีมากจนเกินไป อีกทั้งการใช้สารเคมีในการกำจัดโรคก็อาจจะส่งผลเสียตามมาได้ในระยะยาว หากมีการใช้บ่อยเกินไป

โรคใบจุด ลักษณะอาการของโรคนั้น ส่วนใหญ่แล้วขิงที่เป็นโรคใบจุดนั้นจะมีอาการจุดฉ่ำน้ำ สีเหลืองบริเวณบนใบและลำต้น ซึ่งถ้าสังเกตว่ามีอาการดังกล่าวนั้นก็ให้รู้ไว้เลยว่าเป็นโรคใบจุดแล้ว

การป้องกัน การป้องกันโรคใบจุดนั้นส่วนใหญ่แล้วจะนิยมในการใช้สารเคมีในการฉีดพ่นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคใบจุดนั้นมีการระบาดที่หนักไปมากกว่าเดิม โดยสารที่นำมาใช้ก็จะเป็นพวกสารไดฟูลาแบน หรือสารเบนเลท ทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถนำมาใช้ในการป้องกันโรคใบจุดได้ แต่การใช้ก็ต้องไม่ลืมผสมน้ำตามสูตรที่ได้มีการกำหนดมากับตัวผลิตภัณฑ์ด้วย

โรครากปม ลักษณะของอาการนั้นจะมีไส้เดือนฝอยเข้าไปทำลายทางราก ซึ่งจะทำให้รากนั้นแสดงอาการเป็นปุ่มปมไม่เจริญ อาจจะทำให้ขิงนั้นเกิดความเสียหายได้

การป้องกัน ใช้ยาป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย อาจจะเป็นสารเคมีประเภทคาโบฟูราน 3 จี ให้ทำการรองก้นหลุม หรือจะหว่านไปทั่วทั้งแปลงก่อนปลูก โดยให้ใส่ในปริมาณ 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือจะเป็นการใช้ยานีมากอน โดยให้หว่านลงดินก่อนไถแปร แล้วทำการปล่อยทิ้งไว้ 15-20 วัน จึงค่อยนำเอาแง่งพันธุ์ไปปลูก

4.เพิ่มความสดชื่นและคลายร้อนได้เป็นอย่างดี (https.pixabay.comthphotos--
4.เพิ่มความสดชื่นและคลายร้อนได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณของขิง

ประโยชน์ของขิงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นยาสมุนไพรขนานดีอีกหนึ่งชนิด ที่มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคและบำรุงร่างกายเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการนำมารับประทานแบบสด หรือประกอบอาหารที่หลากหลาย จึงถือได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่คู่กับสมุนไพรมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว

ซึ่งเราจะมาดูกันว่าขิงนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงร่างกาย และสามารถใช้เป็นยารักษาโรคอะไรให้ดีขึ้นได้บ้างกันดีกว่า

  • ลดความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง ขิงนั้นถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีรสชาติจัด และเป็นสมุนไพรที่มี

โซเดียมต่ำเป็นอย่างมาก ซึ่งสมุนไพรหรืออาหารที่มีโซเดียมต่ำนั้นจะช่วยลดความดันโลหิตสูงได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นด้วย

  • รับประทานขิงเป็นยาช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะได้ ขิงนั้นถือได้ว่าเป็นตัวยาอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยในเรื่องของการ

บำรุงร่างกาย เมื่อรับประทานขิงเข้าไปแล้วจะช่วยทำให้บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หรือบ้านหมุนนั้นดีขึ้นได้ โดยวิธีการรับประทานนั้นจะรับประทานแบบผง โดยใช้เหง้าของขิงมาบดเป็นผงและชงดื่มก็จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

  • ช่วยลดระดับและปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ สำหรับขิงนั้นจะมีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเบาหวานในชนิดที่ 2 แต่ในการรับประทานขิงนั้นจะต้องบริโภคในปริมาณตามคำแนะนำของแพทย์ด้วย เพราะว่าขิงอาจจะไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยทานด้วยอยู่ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ไม่ใช่ว่ารับประทานขิงอย่างเดียวแล้วน้ำตาลจะลด แต่ผู้ป่วยจะต้องคอยติดตามอาการระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะว่าการทานขิงถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปก็จะทำให้ระดับอินซูลินนั้นลดลงได้ และอาจจะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยนั้นเข้าสู่สภาวะอันตรายได้เช่นกัน

การแปรรูปขิง

การบริโภคขิงนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบผงเพื่อใช้ในการชงดื่ม การนำมาประกอบอาหารที่หลากหลายเมนู ซึ่งถือว่าขิงนั้นสามารถนำมาบริโภคได้มากมายเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีการนำมาทำเป็นสมุนไพรเพื่อช่วยในการรักษาโรคและบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยเราจะยกตัวอย่างการทำน้ำขิงเพื่อชงดื่มบำรุงร่างกาย ต้องนำขิงไปต้มในน้ำสะอาด และควรใช้ขิงสดๆ ไม่แนะนำให้ใช้ขิงที่มีการแปรรูปเป็นแบบผง หรือแบบอบแห้งที่เป็นสำเร็จรูปแล้ว

โดยเตรียมน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว ฝานเหง้าขิงประมาณครึ่งนิ้วแช่ลงในน้ำอุ่นประมาณ 3-5 นาที เมื่อต้มไปได้สักระยะแล้ว อาจจะมีการเพิ่มรสชาติ อาจจะใส่มะนาวหรือน้ำผึ้งผสมลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับน้ำขิงให้ดื่มได้ง่ายดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสดชื่นและคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะว่าน้ำขิงนั้นดื่มได้ทั้งแบบร้อนและแบบเย็นด้วยเช่นกัน

ด้านตลาดและช่องทางจำหน่ายขิง

โดยด้านการตลาดนั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการบรรจุใส่ถุงไว้ตามความสะดวกของแต่ละสวน ซึ่งอาจจะบรรจุใส่ถุง ถุงละ 5-7 กิโลกรัม เพื่อเป็นการเตรียมส่งขาย ตลาดของขิงนั้นจะมีการแข่งขันที่สูง และส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหาเรื่องการตัดราคากันเองด้วย ยิ่งเป็นเรื่องของการขายปลีกนั้น พ่อค้า แม่ค้า ส่วนใหญ่จะต้องทำทุกทางเพื่อให้ลูกค้ามาซื้อขิงที่ร้านของตน โดยปกติแล้วก็จะมีการตัดราคากันบ้าง หรือขายราคาเท่ากันบ้าง ขิงต้องสวยกว่า หรือใหญ่กว่าบ้าง ซึ่งขิงนั้นเป็นสินค้าที่เสียได้ง่าย ทำให้การขายในแต่ละครั้งจะต้องรีบขาย เพราะว่าถ้าขิงแง่งนั้นขายไม่ได้อาจจะทำให้เสียจากการสัมผัสมากเกินไป

โดยปกติแล้วการขายส่งขิงนั้นก็จะมีการนำไปส่งยังโรงงานดองเพื่อทำเป็นขิงดอง หรือขายส่งตลาดรายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดไท ตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง เป็นต้น ถ้าใครคิดว่าขิงที่แก่แล้วจะขายไม่ได้ ไม่ต้องห่วงขิงแก่นั้นก็สามารถนำมาจำหน่ายได้เช่นกัน โดยตลาดสี่มุมเมืองนั้นเป็นตลาดที่มีการแข่งขันเรื่องขิงค่อนข้างสูง ฉะนั้นการขายแต่ละครั้งเจ้าของสวนจะต้องตรวจดูบิลให้ดีด้วยก่อนส่งมอบสินค้า เพื่อเป็นการป้องกันทางอ้อม และได้เงินที่ถูกต้องตามจำนวน

แนวโน้มในอนาคต 

ขิงนั้นถือได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับ ทั้งเรื่องของสรรพคุณทางยา และคุณภาพ ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งด้านการปลูกและการตลาดของขิงนั้นยังถือได้ว่ายังคงได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่ต้องจับตามองเลยทีเดียว ในอนาคตนั้นขิงก็อาจจะเป็นพืชที่ต่อยอดไปได้ไกลอย่างแน่นอน

สำหรับบทความเรื่องขิงนั้นเป็นการแชร์ประสบการณ์ดีๆให้ได้รับรู้กันว่าขิงไม่ใช่เป็นพืชสมุนไพรที่ทานได้ยากแต่อย่างใดเลย ขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่สามารถทานได้ง่าย ในปัจจุบันก็มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นด้วย ถือว่าบทความนี้เป็นอีกหนึ่ง Content ดีๆ ที่นำมาให้ได้รับรู้และได้อ่านกันด้วยนั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.honestdocs.co,https://www.pobpad.com, http://alangcity.blogspot.com,https://millionaire-academy.com, https.pixabay.com

สนับสนุนโดย