1.สวนส้มอองตอง-ผลผลิตส้มจำนวนมากจากต้มแม่พันธุ์คุณภาพ
1.สวนส้มอองตอง-ผลผลิตส้มจำนวนมากจากต้มแม่พันธุ์คุณภาพ

ปลูกส้ม อองตอง สายนำ้ผึ้ง + การป้องกัน โรคแคงเกอร์

  1. สวนส้มอองฟอง
  2. คุณวิบูลย์กับต้นแม่พันธุ์คุณภาพ
  3. การป้องกันโรคแคงเกอร์
  4. การดูแลรักษาต้นส้ม
  5. การเก็บเกี่ยวผลส้ม

สวนส้มอองตอง

“ ระยะทางไกลแค่ไหน…ระยะใจใกล้นิดเดียว ”  นอกจากจะเป็นวลีเด็ดของ “ สวนส้มอองตอง ” แล้วยังเป็นสโลแกนเด็ด ของทางสวนส้มแห่งนี้ ที่มุ่งมั่นพัฒนา “ สวนส้มสายน้ำผึ้งแท้ ” ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการทำตลาดเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ “สวนส้มอองตอง” วันนี้กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการสวนอย่างเป็นระบบเพื่อนำมาซึ่งผลผลิตที่คุณภาพอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจาก “ส้ม”  เป็นผลไม้ที่ให้ผลผลิตในช่วงฤดูหนาวโดยส่วนมากจะมีการ ปลูกส้ม ในทางภาคเหนือของประเทศไทยเพราะสภาพอากาศที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งส้มยังมีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกปลูกเพื่อตอบโจทย์ทางด้านการค้า

แต่สายพันธุ์ส้มที่นิยม ปลูกส้ม มากที่สุดคือ “ ส้มพันธุ์สายน้ำผึ้ง”  ซึ่งมีจุดเด่นที่เปลือกบาง กลิ่นหอม รสชาติหวานอมเปรี้ยว ซึ่งเป็นที่ติดอกติดใจของผู้บริโภค เช่นเดียวกับ “ สวนส้มอองตอง ” ที่เลือก ปลูกส้ม สายพันธุ์นี้ในเชิงการค้ามานาน 5 ปี

2.คุณวิบูลย์กับต้นแม่พันธุ์คุณภาพ
2.คุณวิบูลย์กับต้นแม่พันธุ์คุณภาพ

คุณวิบูลย์  ไชยมงคล และ คุณอังคณา  อ่างทอง เจ้าของ “ สวนส้มอองตองสายน้ำผึ้งแท้ ” อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่มีความรักในการทำสวนส้มเป็นอย่างมาก  แม้ระยะทางจะไกลแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับคนเก่งหัวใจแกร่งของทั้งสองท่านนี้เลย

แต่ในทางกลับกันทั้งสองได้มุ่งมั่นพยายามเรียนรู้ถึงอุปสรรคปัญหาเพื่อการแก้ไขและพัฒนา ตลอดจนเรียนรู้การจัดการสวนส้มให้ทันต่อสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงและแต่ละปีได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งประสบผลสำเร็จได้ในวันนี้ ที่ทำให้สวนส้มอายุกว่า 12 ปี ให้ผลผลิตได้มากกว่า 100 ตัน ในปี ที่ผ่านมา เพราะการจัดการที่ดีคือ ผลผลิต ที่ตอบโจทย์ในเชิงการค้านั่นเอง

คุณวิบูลย์ ยอมรับในเบื้องต้นว่าอาชีพเดิมเป็นนักวิจัยอิสระทางด้านเกษตรและรับขึ้นทะเบียนปุ๋ย-ยา และสารเคมี ทุกประเภท ด้วยความรู้ ที่มีจากการเป็นนักวิจัย ที่ต้องทำการทดลองปุ๋ย-ยา ทุกชนิด จึงนำมาสู่การต่อยอดเพื่อเปิดร้านเคมีภัณฑ์ในนาม “ ร้านเกษตรบ้านเบิก”  ที่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อปี 2548

ด้วยสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม ประกอบกับจังหวัดลพบุรีเป็นพื้นที่ลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าวและพืชทุกชนิด ที่มีเกษตรกรปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในอดีตเกษตรกรชาวนาจังหวัดลพบุรีจะมีการทำนามากถึง 3 ครั้งต่อปี ทำให้มีความต้องการใช้ ปุ๋ย-ยา และสารเคมี อย่างต่อเนื่องทั้งปี ซึ่งใช้ในการดูแลรักษานาข้าวทุกช่วงฤดูกาล

ปลูกส้ม อองตอง สายน้ำผึ้ง

แต่ในช่วงระยะเวลาเพียง 5 ปีมานี้ธุรกิจด้านเกษตรเริ่มซบเซาและอ่อนตัวลง เนื่องจากปัญหาด้านราคาผลผลิตข้าวที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรลดจำนวนการปลูกข้าวต่อปีลง  อีกทั้งคู่แข่งทางด้านธุรกิจยังมีจำนวนมากขึ้น ทำให้คุณวิบูลย์เริ่มมองหาอาชีพเสริม ที่จะสามารถทำให้ครอบครัวอยู่รอดได้ต่อไป

“อนาคตธุรกิจเคมีเกษตรในนาข้าว ถ้าผลผลิตยังตกต่ำขนาดนี้ ธุรกิจเคมีเกษตรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นาข้าวอาจจะอยู่ไม่ได้เกือบ 100%  ที่ตัวผมเองจะอยู่ได้และอยู่รอด เพราะเราเอาความรู้ทางด้านเคมีเกษตรมาใช้ในการจัดปุ๋ย-ยาให้ชาวนาได้อย่างถูกต้องตามที่ต้นพืชต้องการ แต่เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งมันก็จะเริ่มนิ่ง เพราะนาข้าวในพื้นที่ลดจำนวนลงไปมาก” 

คุณวิบูลย์กล่าวถึงวิกฤติด้านราคาผลผลิตที่เกิดขึ้นที่ส่งผลให้ธุรกิจทางด้านเคมีเกษตรหดตัวลง แต่สินค้าเกษตรภายในร้านที่กักตุนไว้ยังมีปริมาณมาก คุณวิบูลย์จึงมองหาวิธีที่จะระบายสินค้าหรือนำของที่มีไปทำประโยชน์เพิ่มเติม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการทำ “ สวนส้มอองตอง ” ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ขึ้นมาภายใต้องค์ความรู้ที่มี

ทำให้สามารถต่อยอดการทำสวนส้มได้เป็นอย่างดี โดยการนำความรู้เมื่อสมัยเรียนปริญญาโททางด้านเกษตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ที่ได้จากการเข้าสวนของเกษตรกรเป็นประจำที่เกิดเป็นประสบการณ์และความรู้ติดตัวที่สามารถนำมาประยุกต์สูตรและเทคนิคเพื่อใช้กับการทำสวนส้มได้อย่างเป็นระบบ

3.การป้องกันโรคแคงเกอร์-ผลส้มคุณภาพลูกใหญ่
3.การป้องกันโรคแคงเกอร์-ผลส้มคุณภาพลูกใหญ่

การป้องกันโรคแคงเกอร์

คุณวิบูลย์เริ่มต้นทำสวนส้มโดยการซื้อสวนส้มเก่าพื้นที่กว่า 12 ไร่ จากเกษตรกรที่ อ.ฝาง เมื่อปี 2554 เนื่องจากช่วงนั้นได้เกิดโรคระบาดในสวนส้มค่อนข้างหนักและรุนแรงมากหรือที่รู้จักกันดีคือ โรคกรีนนิ่ง หรือ แคงเกอร์

หนำซ้ำราคาผลผลิตในช่วงนั้นก็ค่อนข้างตกต่ำมาก ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาภาวะขาดทุนและเป็นหนี้อย่างหนัก  จนเกิดความท้อแท้ที่จะทำสวนส้มต่อไป ที่ส่งผลให้ชาวสวนหลายรายหันไปปลูกพืชอื่นเป็นจำนวนมากหรือบางรายก็ขายพื้นที่ทิ้งไปเพราะแบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว

ซึ่งคุณวิบูลย์เป็นอีกหนึ่งรายที่ได้ซื้อสวนส้มเก่าเอาไว้จากเกษตรกรเหล่านี้  อีกทั้งพื้นที่สวนส้มกว่า 12 ไร่ ยังมีต้นส้มเดิมอยู่ประมาณ  800  ต้น และต้นส้มค่อนข้างโทรมมากเพราะต้นส้มค่อนข้างมีอายุมาก 8 – 9 ปี และยังเป็นโรคจากการที่เกษตรใช้สารเคมีมากเกินไป

ทำให้คุณวิบูลย์ต้องเริ่มต้นหันมารักษาต้นส้มเป็นประจำและต่อเนื่อง ด้วยการเดินทางจากลพบุรีซึ่งเป็นที่อยู่ประจำเพื่อขึ้นมาเชียงใหม่ทุกเดือน ด้วยระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร เพื่อขึ้นมาฟื้นฟูสภาพต้นส้มให้กลับมาสมบูรณ์ ให้ได้ผลผลิตที่ดีตามเดิม  ซึ่งคุณวิบูลย์ยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทายและหนักพอสมควร

“ช่วงแรกๆเราก็ท้อมากนะกับการเดินทางที่ค่อนข้างห่างไกลกันขนาดนี้ แต่เราก็คิดว่าระยะทางไกลแค่ไหนแต่ระยะใจเราใกล้นิดเดียว  เพียงแค่คิดว่าต้นส้มที่มันโทรมๆแล้วเราจะต้องพัฒนามันขึ้นจนเป็นต้นส้มที่สมบูรณ์ให้ได้และให้ผลผลิตที่ดี ลูกใหญ่ ผิวสวย รสชาติดีให้ได้

ทั้งๆที่ตอนนั้นมันเป็นต้นส้มเก่าที่กำลังจะตายแล้ว  มันเป็นงานที่ท้าทายเรามาก  เราต้องใช้ความรู้ทุกอย่างทั้งวิชาความรู้ที่เรียนมา ความรู้จากประสบการณ์ ตลอดจนพยายามมองหาทุกสิ่งที่ยากให้เป็นเรื่องง่ายนิดเดียวให้ได้  

หากเราทำมันจนสำเร็จได้ มันก็จะเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตเราว่า เราได้สร้างสวนส้มแห่งนี้ขึ้นมาใหม่จากต้นส้มที่กำลังจะตายให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้งด้วยมือของเราเอง มันคือสิ่งที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยของเราที่สุดแล้ว”

คุณวิบูลย์เผยถึงความมุ่งมั่นในช่วงเริ่มต้นที่เป็นแรงผลักดันให้ก้าวเดินต่อมาได้

โดยคุณวิบูลย์ได้เริ่มต้นจากการบูรณาการสวนส้มใหม่ทั้งหมดด้วยการเปิดโคนต้นส้มก่อนเพื่อให้สามารถฉีดพ่นปุ๋ย-ยาเพื่อรักษารากเน่า โคนเน่า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก่อนจะเริ่มตัดแต่งกิ่งส้มให้บางและโปร่งเพื่อง่ายต่อการบำรุงรักษาต้นส้มและให้ต้นส้มได้รับแสงแดดที่ดีอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นจะใส่ปุ๋ยคอกซึ่งเป็นขี้วัวผสมกับขี้แพะ ขี้แกะ โรยรอบต้นเพื่อบำรุงทางดินและเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้ดี ก่อนจะฉีดพ่นฮอร์โมนทางใบประเภทสาหร่ายและให้ปุ๋ยทางดินที่มีส่วนผสมของสาหร่ายสม่ำเสมอเพื่อรักษาและฟื้นฟูต้นส้มได้ดีกว่า

ซึ่งข้อได้เปรียบของ “ สวนส้มอองตอง ” คือ มีพื้นที่ติดกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็น “ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่” ที่มีน้ำตลอดทั้งปีทำให้สวนส้มแห่งนี้ไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำเลย

โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกนั้นคุณวิบูลย์จะไม่เน้นให้ต้นส้มออกผลผลิตเลยเพราะต้องการบำรุงต้นก่อนจึงต้องเน้นให้ต้นส้มมีความสมบูรณ์มากกว่า ซึ่งต้นส้มจะเริ่มสมบูรณ์ขึ้นหลังจาก 2 ปีแรกผ่านไปก็จะเริ่มเห็นผลชัดเจนว่ากิ่งส้มเริ่มแตกใบอ่อนออกมาให้เห็น ที่สำคัญเมื่อทดลองเฉือนดูเนื้อด้านในปรากฏว่า

จากเนื้อต้นส้มเคยเป็นสีดำก็กลับกลายมาเป็นสีขาวขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณวิบูลย์มีกำลังใจที่จะต่อสู้มากขึ้น    พอเข้าสู่ปีที่ 3 ต้นส้มที่ “ สวนส้มอองตอง ” ก็สมบูรณ์มากขึ้น คุณวิบูลย์จึงเริ่มต้นดึงช่อดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ที่จะเน้นการให้น้ำในปริมาณมากโดยจะให้น้ำประมาณ  20 นาทีต่อต้นต่อวัน

เน้นให้น้ำแบบวันเว้นวันเพื่อให้ต้นติดดอกออกช่อที่ดีที่จะค่อยๆดึงช่อดอกให้ออกมา เพราะต้นส้มเพิ่งฟื้นต้น หากทำให้ต้นติดลูกมากจะทำให้ต้นส้มโทรมเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันคุณวิบูลย์ยังได้ ปลูกส้ม ต้นส้มสายน้ำผึ้งใหม่อีกประมาณ 1,300 ต้น ด้วยการปลูกส้มแซมลงไประหว่างต้นแม่

4.การดูแลรักษา-ผลส้มที่ใหญ่ ปลูกส้ม อองตอง
4.การดูแลรักษา-ผลส้มที่ใหญ่

การดูแลรักษาผลส้ม

การดูแลรักษาต้นส้มในช่วง “แตกกิ่ง” จะบำรุงกิ่งและใบใหม่ด้วยการฉีดพ่นฮอร์โมนทางใบยี่ห้อ “ เสือแพนเซอร์ ” ของ บริษัท วียูอะโกรไทย จำกัด และใส่ปุ๋ยทางดินสูตรเสมอ 10 – 10 – 10 + สาหร่าย ของ บริษัท วียูอะโกรไทย จำกัด

โดยจะเน้นใช้ปุ๋ยอินทรีย์บวกปุ๋ยเคมี “ทั้งฮอร์โมนฉีดพ่นทางใบ การให้ปุ๋ยทางดินจะต้องมีส่วนผสมของสาหร่ายด้วยเสมอเพราะสาหร่ายจะเข้าไปบำรุงใบและดินให้สมบูรณ์มากขึ้น”

ในช่วงเดือนมีนาคมต้นส้มจะสมบูรณ์และเริ่มแทงช่อดอกออกมาจะต้องบำรุงด้วยสารอะมิโน+แคลเซียมโบรอน+สารกำจัดเพลี้ยไฟไรแดง ในอัตรา 10 + 10 + 10 กรัม / มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

เพื่อบำรุงไม่ให้ดอกและผลอ่อนร่วง ห่างกันประมาณ  5 วัน/ครั้ง  หลังจากนั้นประมาณ -2 อาทิตย์  ดอกส้มจะเริ่มบานต้องบำรุงรักษาด้วยสาร อิมิดาคลอพริดและไพริดาเบน เพื่อป้องกันโรคและแมลงประเภทเพลี้ยไฟ ไรแดง เข้าทำลายดอกส้มให้เสียหาย

หลังจากนั้นดอกส้มจะเริ่มร่วงและพัฒนาเป็นผลเล็กขนาดเท่าหัวไม้ขีดที่จะต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดีด้วยการใช้ สารอะมิโน+แคลเซียมโบรอน ในอัตรา 20 – 30 มิลลิลิตร  ต่อ น้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันผลอ่อนร่วงโดยจะฉีดพ่นทุก 5 – 7 วัน

จนกระทั่งผลเริ่มโตสมบูรณ์จะฉีดพ่น “ไมโอนิน” เพื่อบำรุงผลและเพิ่มการเข้าสีส้มให้ผิวสวย รสชาติดี ให้ผลผลิตที่ดี

ส่งผลให้ “ ผลผลิต ” จากสวนส้มอองตองแห่งนี้เริ่มให้ผลผลิตได้เต็มที่ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยปีที่แล้วสวนส้ม 12 ไร่ สามารถให้ผลผลิตได้มากถึง 100  ตันเลยทีเดียว

“เราแทบไม่เชื่อว่ามันจะได้มากขนาดนี้นอกจากได้มากแล้วขนาดของลูกยังใหญ่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ มันทำให้เราหายเหนื่อย ที่ผ่านมาเราเหนื่อยกับตรงนี้มากพอมาเห็นแล้วมันคุ้มค่าที่สุด”คุณวิบูลย์ยืนยัน

5.การเก็บเกี่ยว-บริการจัดส่่งให้ลูกค้า
5.การเก็บเกี่ยวผลส้ม-บริการจัดส่่งให้ลูกค้า

การเก็บเกี่ยวผลส้ม

ด้านการจัดการผลผลิตของสวนส้มอองตองจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนแรกจะขายให้กับพ่อค้าที่หน้าสวนเพื่อส่งออกผลผลิตไปยังประเทศจีนในราคารวมคละไซส์ 50 – 60 บาท/กก.

โดยการเก็บผลผลิตจะเน้นผลที่ยังมีสีเขียวอยู่ประมาณ 80% เมื่อผลผลิตไปถึงประเทศจีนส้มก็จะสุกพอดี  และผลผลิตอีกส่วนจะโปรโมทขายในเพจเฟสบุ๊คของตนเองที่ชื่อ “ สวนส้มอองตองส้มสายน้ำผึ้งแท้ ” ที่คุณวิบูลย์ได้ตั้งเพจขึ้นมาเอง

โดยเน้นให้ลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อส้มในเพจได้ที่ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับผลผลิตที่ดีมีคุณภาพทุกลูก  เนื่องจากคุณวิบูลย์ จะคัดไซส์ส้มเป็นพิเศษที่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ ฉะนั้นผลผลิตทุกล็อตที่ส่งไปให้กับลูกค้า เมื่อลูกค้าได้รับแล้วเปิดกล่องดูก็ต้องพอใจและประทับใจแน่นอนและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแน่นอน

คุณวิบูลย์ยอมรับว่ากระแสตอบรับของ “ ส้มสายน้ำผึ้ง ” จาก “ สวนส้มอองตอง ” ในวันนี้ค่อนข้างดีมาก เนื่องจากส้มสายพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นคือเปลือกบาง  กลิ่นหอม ซังนิ่ม ผลใหญ่ รสชาติหวานอมเปรี้ยว  จึงทำให้มีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าผ่านทางเฟสบุ๊คที่ต้องจองคิวกันซื้อเลยทีเดียว ที่ส่งผลให้คุณวิบูลย์ต้องขยายพื้นที่สวนส้มขึ้นเพิ่มไปอีกแห่งหนึ่งคือ การปลูกส้ม ที่ อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์  บนพื้นที่กว่า 60 ไร่แบบทยอย ปลูกส้ม โดยในเบื้องต้นได้ ปลูกส้ม ไปแล้วกว่า 1,000 กว่าต้นในปี 2557

จากจำนวนต้นส้มที่ต้องปลูกให้เต็มพื้นที่ในระยะ  3×4  เมตร จนกระทั่งครบ 2,500 ต้น ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการ “ทาบกิ่ง” จากต้นแม่ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อตอบรับตลาดที่กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ทาง “ สวนส้มอองตอง ” ยังได้ผลิต “กิ่งพันธุ์” จำหน่ายภายใต้การรับประกันว่าลูกค้าจะได้กิ่งพันธุ์ส้มสายน้ำผึ้งแท้ 100%  แน่นอน

“ทางสวนจะให้ความสำคัญกับกิ่งพันธุ์มาก ก่อนจะตัดกิ่งพันธุ์ลงมาขายได้จะต้องรอให้กิ่งมีอายุครบ  40-45 วัน นับจากวันที่ตอนกิ่งวันแรกเพื่อให้รากออกมาก่อนและต้องมีรากจำนวนมากด้วย เมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถ ปลูกส้ม ลงดินได้เลยไ ม่จำเป็นต้องชำลงถุงดำก่อนเพราะรากแก่เต็มที่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว”

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า 

“เรามีแรงบันดาลใจในการทำส้มสายน้ำผึ้งต่อไปเรื่อยๆ มองทุกอย่างให้เป็นสิ่งที่ง่าย เราไม่เคยท้อเพราะว่าเรานึกถึงสวนของเราเป็นอันดับแรก ระยะทางมันไกลมาก เวลาเราทำก็ทำเต็มที่  

ต้นส้มเค้าก็มีชีวิตเมื่อเราใช้ใจในการดูแลรักษาเค้า เค้าก็จะให้ผลผลิตที่ดี รสชาติดีตามมา บางคนท้อตั้งแต่กลางทาง แต่สวนส้มอองตองเราไม่เคยท้อเพราะทุกครั้งที่ไปสวน เราจะเห็นพัฒนาการของเค้าตลอด นี่คือแรงบันดาลใจในการทำสวนส้มอองตองอย่างแท้จริง”

สนใจสั่งซื้อผลผลิตหรือกิ่งพันธุ์ ส้มสายน้ำผึ้ง แท้ 100%

“ร้านเกษตรบ้านเบิก”  โดย คุณ วิบูลย์  ไชยมงคล และคุณ อังคณา  อ่างทอง

226/4 หมู่ 9 ต.บ้านเบิก  อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี  15150 โทร.

089-666-9690