การเลี้ยงหอยมุก เริ่มมีฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุมีหลากหลายพื้นที่ ทั้งแถบน้ำจีดและน้ำเค็ม
การเลี้ยงหอยมุก เริ่มมีฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุมีหลากหลายพื้นที่ ทั้งแถบน้ำจีดและน้ำเค็ม

ถ้าให้พูดถึงเครื่องประดับที่มีราคาค่อนข้างสูง หนึ่งในนั้นจะต้องมีไข่มุก อัญมณีแห่งท้องทะเล ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีราคา และหายาก ซึ่งไข่มุกนั้นนับว่าเป็นอัญมณีที่หลายๆ คนอยากมีเก็บไว้ครอบครอง แต่กว่าจะได้มานั้นลำบากพอสมควร เพราะเราต้องรอให้หอยมุกผู้ผลิต และให้อัญมณีเม็ดเล็กสีขาวนวลขึ้นมาโตได้อย่างเต็มที่ การเลี้ยงหอยมุก

จึงจะมีไข่มุกออกมาให้เราได้เชยชม นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก ที่หอยชนิดหนึ่งสามารถให้อัญมณีที่มีคุณค่า และราคาสูงได้เช่นนี้

1.หอยมุกหรือไข่มุกอัญมณีแห่งท้องทะเลไทยที่มีมูลค่ามหาศาล
1.หอยมุกหรือไข่มุกอัญมณีแห่งท้องทะเลไทยที่มีมูลค่ามหาศาล

การเพาะเลี้ยงหอยมุก

สำหรับไข่มุก หรือหอยมุกนั้น นับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยงเป็นอย่างมากในแถบทะเลอันดามัน เป็นหอยที่มีขนาดใหญ่พอสมควร และให้ผลผลิตที่เรียกว่ามุก หรือไข่มุก อีกทั้งหอยมุกเองก็เลี้ยงได้ทั้งในทะเล และในน้ำจืด โดยเราจะสามารถพบเจอหอยมุกตามธรรมชาติได้ไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเลี้ยงเป็นฟาร์มมากกว่า ซึ่งในปัจจุบันเองก็มีฟาร์มหลายพื้นที่  ที่มี การเลี้ยงหอยมุก และได้เปิดให้เข้าชมคล้ายกับสวนที่ช่วยในการท่องเที่ยว หรือเป็นการโปรโมทไปในตัวด้วยเช่นกัน

หอยมุกถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าการจะเจอหอยมุกได้ตามธรรมชาตินั้นอย่างที่บอกค่อนข้างยาก เพราะเป็นสัตว์ที่มักจะอาศัยอยู่ในน้ำที่มีระดับความลึกค่อนข้างมาก อีกทั้งการจะเริ่มเลี้ยงหอยมุกนั้นจะต้องศึกษาคุณภาพชีวิต รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ด้วยว่าเหมาะกับ การเลี้ยงหอยมุก หรือไม่ เพราะไม่ใช่ใครๆ จะเลี้ยงก็ได้ แต่สภาพแวดล้อมต้องเอื้ออำนวยด้วย ซึ่งไข่มุกที่ดี มีคุณภาพ ก็ย่อมเกิดจากหอยมุกที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน

2.ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุมีหลากหลายพื้นที่ ทั้งแถบน้ำจีดและน้ำเค็ม
2.ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุมีหลากหลายพื้นที่ ทั้งแถบน้ำจีดและน้ำเค็ม

สภาพพื้นที่เลี้ยงหอยมุก

หอยมุกนั้นถือเป็นสัตว์น้ำที่หาได้ยากมาก ถ้าตามหลักการทางธรรมชาติแล้วมักจะเป็นหอยที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกเป็นหลัก ถือได้ว่าเป็นสัตว์หายากชนิดหนึ่งเลยทีเดียว ตัวไข่มุกที่ได้จากหอยมุกนั้นก็ถือว่าเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง และหาได้ยากเช่นกัน

ซึ่งตามความเชื่อนั้น เชื่อกันว่าไข่มุกเป็นอัญมณีของท้องทะเล ช่วยเสริมสร้างความมีสง่าราศีให้กับสตรีเพศ ก่อให้เกิดความนุ่มนวลชวนหลงใหล อ่อนหวาน และแก้ปัญหาด้านอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่ง การเลี้ยงหอยมุก นั้นจะต้องอาศัยหลักทางสภาพแวดล้อม เพื่อให้ได้หอยมุกที่มีคุณภาพ และได้ราคาดี

ปัจจุบันการส่งออกไข่มุกในตลาดโลกนั้นนับว่าประเทศจีนเป็นหนึ่งไม่กี่ประเทศที่มีการส่งออกหอยมุกมากที่สุด และมีไข่มุกที่มีคุณภาพดีเลยทีเดียวที่ส่งออกไปยังตลาดโลก หอยมุกนั้นถ้ายิ่งเลี้ยงไว้นานก็จะช่วยให้ไข่มุกที่ได้นั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น มีความสวยงามมันวาวมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วตลาดไข่มุกนั้นค่อนข้างจำกัด เพราะมีราคาสูง ทำให้ผลผลิตที่ได้อาศัยการเลี้ยงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยหลักทางสภาพแวดล้อมเข้ามาช่วยด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมลภาวะทางน้ำ อุณหภูมิของน้ำและอากาศ รวมไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเล

ช่วงที่หอยมุกเริ่มกินอาหารนั้นอาจจะมีทรายเข้ามาปะปนอยู่ด้วย หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปภายในตัวหอย ซึ่งซึ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะเข้าไปสัมผัสกับเนื้อเยื่อหุ้มอยู่ด้านนอกของหอย เมื่อเนื้อเยื่อได้รับการกระตุ้นก็จะขับสารที่เรียกว่ามุก ซึ่งสารดังกล่าวนี้จะมีส่วนผสมของการทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี คือ แคลเซียมคาร์บอเนต ออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมเพื่อที่จะช่วยลดการระคายเคืองในตัวหอย พอผ่านไปหลายวันหรือนานเข้าสารมุกนี้ก็เคลือบสิ่งแปลกปลอมเป็นชั้นๆ จนเกิดเป็นไข่มุกขึ้นมาที่มีลักษณะแข็ง แวววาว และคล้ายเป็นไข่มุกก้อนใหญ่ขึ้นมา

3.ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจีดที่เกษตรกรหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น
3.ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจีดที่เกษตรกรหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น (https.www.google.comsearchq=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%81&sxsrf=ACYBGNRfAZxiPDXsalzvBOJbZCWon-jPZQ1568004210993&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwjhnoLw9sLkAhUP4HMBHXw_DLEQ_AUIEigB&biw=960&bih=911#imgrc=s7ElnCbpvWsMrM)

จุดเริ่มต้นการเพาะเลี้ยงหอยมุก

ในปัจจุบันนั้นเมื่อความต้องการของไข่มุกเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าต้องรอตามธรรมชาติคงไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน จึงได้มีการเริ่มทดลองและเพาะเลี้ยงหอยมุกเกิดขึ้น ทั้งแบบน้ำจืดและน้ำเค็ม ซึ่งผู้ที่เริ่มทำฟาร์มหอยมุกส่วนใหญ่แล้วก็ใช้หลักการเดียวกับการที่หอยมุกอยู่ตามธรรมชาติเป็นหลัก คือ ใช้วัตถุกลมๆ ใส่เข้าไปในเปลือกหอย จากนั้นก็รอเวลาให้ผ่านไปสักระยะหนึ่ง

ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนก็พากันมาดูการทำฟาร์มไข่มุกเป็นอย่างมาก เพราะว่าพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตนั้นก็มีฟาร์มที่เพาะพันธุ์ไข่มุกหรือหอยมุกขนาดใหญ่อยู่ จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งของจังหวัดไปแล้ว ซึ่งทางฟาร์มแห่งนี้ก็มีการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม รวมไปถึงคอยอธิบายว่าหอยมุกนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรด้วย รวมไปถึงวิธีการเพาะเลี้ยงด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่ากว่าจะมาเป็นไข่มุกที่สวยงามอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว กว่าหอยมุกจะได้มุกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแต่ละครั้งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร จึงไม่แปลกใจว่าทำไมไข่มุกที่มีมูลค่าสูงเป็นอย่างมากในท้องตลาด

4.หอยมุกนั้นมีทั้งแบบน้ำจืดและน้ำเค็ม ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกันไป
4.หอยมุกนั้นมีทั้งแบบน้ำจืดและน้ำเค็ม ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกันไป

ชนิดของหอยมุก

สำหรับหอยมุกนั้นถ้าใครเคยเห็นไข่มุกก็จะบอกว่าคงมาจากตัวเดียวกันนั่นแหละ แต่สำหรับคนที่เล่นอัญมณีชนิดนี้ หรือรู้จัก การเลี้ยงหอยมุก มา จะรู้ว่าหอยมุกนั้นไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว แต่มีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะให้ไข่มุกที่มีสีแตกต่างกันออกไป ความมันวาว รวมไปถึงสีที่ขาวนวลก็จะต่างกัน โดยเราสามารถแบ่งไข่มุกได้ตามแหล่งกำเนิดของหอยมุกแม่พันธุ์เลย คือ

หอยมุกญี่ปุ่น หรือหอยมุกอาโกวา

เป็นหอยมุกที่มีถิ่นกำเนินในประเทศญี่ปุ่นและจีน ซึ่งไข่มุกชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นเม็ดสีขาว และมีความแวววาวพอสมควร โดยขนาดของไข่มุกนั้นจะอยู่ที่ 2-9 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดโตพอสมควร และเมื่อนำไข่มุกชนิดนี้มาส่องกับไฟจะเห็นเป็นประกายสีชมพูเหลือบสีรุ้งบางๆ ด้วย ซึ่งไข่มุกอาโกวาที่ได้มานี้จะเป็นหอยมุกที่เพาะเลี้ยงในประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างจากประเทศจีนตรงที่ถ้ามีการเพาะเลี้ยงและได้ไข่มุกจากญี่ปุ่น  ไข่มุกจะมีความแวววาวสวยงามมากกว่านั่นเอง

หอยมุกทะเลใต้

หรือเรียกอีกอย่างว่ามุกเค็ม โดยหอยมุกชนิดนี้จะมีไข่มุกขนาดใหญ่ประมาณ 9-17 มิลลิเมตร ซึ่งหอยมุกประเภทนี้จะมีต้นกำเนิดอยู่แถบทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือตามแนวภูมิอากาศร้อนชื้น ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่พม่าเอง

ซึ่งปกติแล้วหอยมุกประเภทนี้จะให้ไข่มุกที่มีสีขาวแกมเงิน แต่เมื่อนำมาส่องกับไฟแล้วจะเห็นเป็นประกายเหลือบสีรุ้ง แต่เมื่อไม่นานมานี้เองได้มีการค้นพบหอยมุกชนิดนี้ แต่เป็นไข่มุกทะเลใต้ชนิดใหม่ที่มีไข่มุกออกสีทอง แถบประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งในปัจจุบันนั้นไข่มุกสีทองได้กลายเป็นไข่มุกที่หาได้ยาก และมีราคาแพงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

หอยมุกตาฮิติ

หอยมุกตาฮิติหรือไข่มุกตาฮิตินั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นไข่มุกที่มีสีสันมากกว่าไข่มุกประเภทอื่นๆ เลยก็ว่าได้ คือจะมีสีเทา ดำ เขียว น้ำเงินเข้ม หรือออกม่วง โดยขนาดของไข่มุกนั้นจะอยู่ที่ 8-16 มิลลิเมตร โดยมีต้นกำเนิดอยู่ตามเกาะคุก เกาะตาฮิติ หมู่เกาะโพลินิเซีย ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งความแวววาวของไข่มุกชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายกับโลหะ ถึงแม้ว่าไข่มุกจากหอยมุกชนิดนี้จะมีความแปลกไม่น้อย แต่ราคาก็ยังคงสู้ไข่มุกสีทองไม่ได้

หอยมุกน้ำจืด

สำหรับหอยมุกน้ำจืดหรือไข่มุกน้ำจืดนั้น เป็นไข่มุกที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหอยมุกในแม่พันธุ์แหล่งน้ำจืดทั่วไป โดยส่วนมากจะมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งสีสันของไข่มุกประเภทนี้จะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เพราะจะมีสีขาว น้ำตาล น้ำเงิน ม่วง ชมพู ส้ม ฯลฯ ซึ่งสีต่างๆ นั้นอาจจะเกิดจากการใช้กระบวนการพิเศษในช่วงที่กำลังเพาะเลี้ยง

โดยไข่มุกชนิดนี้จะมีขนาดประมาณ 2-10 มิลลิเมตร ไข่มุกจากหอยน้ำจืดที่เพาะเลี้ยงนั้นจะมีความเงาและความแวววาวด้อยกว่าไข่มุกที่ได้จากน้ำเค็ม อีกทั้งยังสามารถผลิตไข่มุกได้มากกว่าประเภทอื่นๆ โดยผลิตไข่มุกได้ประมาณ 4-5 เม็ดโดยเฉลี่ยต่อแม่พันธุ์ 1 ตัว และใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงสั้นเพียง 9 เดือน เท่านั้น ก็สามารถเก็บเกี่ยวไข่มุกได้แล้ว  ซึ่งจะต่างจากน้ำเค็มที่จะผลิตไข่มุกได้เพียง 1-3 เม็ดต่อแม่พันธุ์ 1 ตัว เท่านั้น และต้องใช้ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงถึง 2 ปี กว่าจะได้ไข่มุก จึงทำให้ไข่มุกน้ำจืดนั้นมีราคาถูกกว่าหอยมุกประเภทอื่นๆ เป็นอย่างมาก

หอยมุกชีก

หรือไข่มุกชีก เป็นไข่มุกที่เติบโตติดอยู่ที่เปลือกหอย โดยไม่ได้เติบโตภายในตัวหอย อย่างเช่นไข่มุกชนิดอื่นๆ ซึ่งไข่มุกประเภทนี้ส่วนมากแล้วจะนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับมากกว่าขายสด โดยนิยมนำมาทำเป็นต่างหู และแหวน อีกทั้งราคาก็ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับไข่มุกประเภทอื่นๆ

5.เพาะเลี้ยงหอยกาบหรือหอยมุกในน้ำจืดหรือน้ำทะเลนั้นจะใช้กระชังในการเพาะเลี้ยง
5.เพาะเลี้ยงหอยกาบหรือหอยมุกในน้ำจืดหรือน้ำทะเลนั้นจะใช้กระชังในการเพาะเลี้ยง

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงและบำรุงดูแลหอยมุก

สำหรับการเริ่มเลี้ยงหอยมุกนั้น ในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมการเพาะเลี้ยงหอยมุกแบบน้ำจืดมากกว่า เพราะว่าในแถบอันดามันเองก็จะมีการเพาะเลี้ยงหอยมุกแบบน้ำเค็มอยู่แล้ว ซึ่งคุณภาพก็จะแตกต่างกันออกไป  เพราะหอยมุกน้ำจืดนั้นใช้เวลาในการเก็บผลผลิตที่สั้นกว่าน้ำเค็มเป็นเท่าตัว

สิ่งแรกในการเพาะเลี้ยงหอยมุกเลย คือ จะต้องสำรวจพื้นที่ในบริเวณที่จะทำการเลี้ยง หรือจะใช้เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุก ต้องคำนึงถึงธรรมชาติของหอยมุกเป็นหลัก เนื่องจากหอยมุกนั้นเป็นหอยที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายไปที่อื่น เพราะว่าเกิดที่ไหนก็จะเติบโตที่นั่นเลย เมื่อแหล่งใดมีหอยมุกมาก จำเป็นที่จะต้องแยกไปเลี้ยงที่อื่นด้วย สิ่งสำคัญใน การเลี้ยงหอยมุก เลย คือ ระดับน้ำจะต้องมีความลึก อุณหภูมิที่พอเหมาะ และมีอาหารที่เพียงพอต่อการเพาะเลี้ยง

เริ่มจากการที่เราจะต้องมีการนำหอยมุกไปอนุบาล โดยอนุบาลในน้ำประมาณ 20 วัน ด้วยตะกร้าที่มีความถี่ 200 ไมครอน มาแขวนเลี้ยงไว้บริเวณกระชังที่มีความลึกประมาณ 1-2 เมตร ถ้าลึกมากกว่านี้ปริมาณแพลงก์ตอนจะไม่มากพอที่จะเป็นอาหารตามธรรมชาติของหอยมุกได้

ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ควรทำความสะอาดตัวหอยทุกเดือน เมื่อหอยมุกโตได้ 1 ปี ก็จะมีขนาดประมาณ 5-6 เซนติเมตร ก็สามารถปล่อยเลี้ยงได้ประมาณ 50 ตัวต่อ 1 ตะกร้า โดยตะกร้าที่ใช้ต้องมีขนาดประมาณความกว้าง 40 เซนติเมตร ความลึก 60 เซนติเมตร พอหอยมุกเริ่มใหญ่ขึ้นก็จะเปลี่ยนตะกร้าไปเรื่อยๆ หอยมุกหรือหอยกาบน้ำจืดนี้เมื่ออายุได้ 2 ปี ก็จะเริ่มนำไปฝังเนื้อเยื่อเพื่อเป็นขั้นตอนผลิตไข่มุกต่อไป

สำหรับการเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดนั้น เมื่อได้เริ่มทำการฝังเนื้อเยื่อก็จะปล่อยเพาะเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 3-4 ปี ก็เริ่มที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือไข่มุกได้แล้ว โดยการฝังเนื้อเยื่อในไข่มุกนั้นจะสามารถฝังได้ประมาณ 30-50 ชิ้นต่อหอยมุก 1 ตัว ซึ่งการฝังนั้นก็จะอยู่ที่ขนาดด้วย โดยหอยมุกจะให้ผลผลิตประมาณ 30-50 เม็ดต่อหอยมุก 1 ตัว เลยทีเดียว ในการฝังเนื้อเยื่อในตัวหอยมุกนั้นจะต้องทำด้วยความชำนาญ และไม่ควรใช้ระยะเวลาเกิน 15 นาที ต่อการฝังเนื้อเยื่อในหอย 1 ตัว

หลังจากที่เราเริ่มฝังเนื้อเยื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใน 1 เดือนแรก จะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษและใกล้ชิด น้ำที่ใช้ดูแลต้องมั่นใจว่าสะอาด หลังจากนั้น 1 เดือน ก็จะทำการเปิดฝาหอยออกประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อดูเนื้อเยื่อที่ฝังไปนั้นติดหรือไม่  ซึ่งในการฝังเนื้อเยื่อนั้นอัตราการรอดมีสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว หลังจากที่เราคอยสังเกตแล้วว่าหอยที่มีการฝังเนื้อเยื่อนั้นรอดชีวิต ก็ทำการเลี้ยงปล่อยไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ ให้ตัวหอยมุกนั้นได้มีการพักฟื้น และเลี้ยงดูอีกประมาณ 2 ปี ก็จะได้ผลผลิตที่พร้อมออกมาสู่ตลาดแล้ว

6.การฝังเซลล์ให้หอยมุกนั้นจะสามารถได้ไข่มุกถึง 30 เม็ดเลยทีเดียว
6.การฝังเซลล์ให้หอยมุกนั้นจะสามารถได้ไข่มุกถึง 30 เม็ดเลยทีเดียว

การเก็บเกี่ยวผลผลิตหอยมุก

เมื่อหอยมุกที่พร้อมจะทำการเก็บเกี่ยวมีอายุได้ 2-4 ปี ก็จะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยหอยมุกที่เลี้ยงไว้นานเป็นปีๆ นั้นจะให้ไข่มุกที่มีขนาดใหญ่ และสวยงาม แต่ถ้าเลี้ยงไว้นานเกิน 5 ปีขึ้นไป หอยมุกก็จะเริ่มคายไข่มุกออกมาเอง โดยที่ผู้เลี้ยงไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ เลย ซึ่งช่วงเวลาที่เก็บไข่มุกนั้นถือว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากความงามของไข่มุกนั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสภาพแวดล้อม ดังนั้นการเก็บไข่มุก ถ้าเก็บในช่วงฤดูหนาวหรือปลายฤดูหนาวจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับไข่มุกมากที่สุด โดยอยู่ในช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

การเก็บไข่มุกของญี่ปุ่นนั้นจะใช้วิธีการตัดเนื้อเยื่อออกมาแล้วนำมาแยกเอาไข่มุกทีหลัง โดยวิธีการย่อๆ คือ นำหอยที่เก็บไข่มุกได้แล้วมายึดฝาหอยออก จากนั้นเปิดหอย นำส่วนเนื้อหอยทั้งหมดออกมาแล้วแยกส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อยึดฝาหอยออกเพื่อใช้รับประทานนั้นนำไปใส่รวมกันไว้ในอ่าง และใช้มือขยำเนื้อหอยให้เละ

จากนั้นนำไปใส่ในถังน้ำทะเลซึ่งจะผสมด้วยปูนขาวเล็กน้อย คนให้เนื้อหอยนั้นกระจาย และไข่มุกก็จะแยกออกมาจากเนื้อหอย จากนั้นจึงนำไข่มุกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำทะเลอีกครั้ง โดยใช้น้ำเกลือในปริมาณเท่ากับไข่มุกอีกครั้งแล้วเช็ดให้แห้ง แล้วค่อยนำไข่มุกมาคัดแยกทีหลัง

การสอดแกนมุกซ้ำ โดยการสอดแกนมุกซ้ำนี้จะทำซ้ำหลังจากที่มีการเก็บไข่มุกไปแล้ว ซึ่งไข่มุกที่ได้นำมาออกมาจากครั้งแรกจะนำออกมาอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยผ่านช่องเล็กๆ และมีการผ่านขั้นตอนการตรวจสอบไข่มุกที่ได้ ถ้าเป็นไข่มุกที่มีคุณภาพดีจะสอดใส่แกนมุกอันใหม่ที่มีขนาดเท่ากับไข่มุกที่เก็บได้กลับใส่ช่องผ่าตัดเดิมโดยไม่ต้องใส่ชิ้นกราฟ ขั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องกระตุ้นให้หอยพร้อมที่จะทำการสอดใส่แกนมุกด้วย แต่ถ้าไข่มุกที่เก็บได้มีคุณภาพเลว หรือรูปร่างไม่ดี หอยมุกตัวนั้นจะถูกนำไปทำมุกครึ่งวงกลมหรือถูกกำจัดออกไป

7.ผลผลิตในหอยมุกจะใช้ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละฟาร์ม
7.ผลผลิตในหอยมุกจะใช้ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละฟาร์ม

การบริหารจัดการหอยมุก

ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงหอยมุกนั้น สิ่งสำคัญเลย คือ ต้องมีการคัดเลือกขนาดของหอยมุกเสียก่อน เนื่องจากหอยมุกแต่ละตัวนั้นมีน้ำที่ช่วยในการผลิตมุกไม่เท่ากัน บางตัวก็อ่อนแอ เมื่อนิวเคลียสหรือฝังเนื้อเยื่อลงไปอาจจะตายได้ ทำให้ต้องมีการคัดเลือกขนาดเสียก่อน

ชนิดของหอยมุกนั้นต่างก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป และควรเลือกหอยที่มีเปลือกมีชั้นมุก ที่มีความหนาพอสมควร ลักษณะของชั้นมุกที่มีความแวววาวสวยงามดี สำหรับเมืองไทยนั้นอาจจะเป็นหอยมุกจาน เป็นหอยที่สวยงามที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยขนาดและอายุของหอยมุกนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก โดยขนาดที่เหมาะสมเลย คือ 4-8 นิ้ว ถ้าขนาดเล็กเกินไปการใส่เนื้อเยื่ออาจจะยาก หอยมุกที่ได้อาจจะมีขนาดเล็กตามไปด้วย ส่วนหอยที่ขนาดใหญ่เกินไปอาจจะหมายถึงหอยที่มีอายุมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะนำมาเพาะเลี้ยง ซึ่งหอยที่มีอายุมากหรือน้อยเกินไปนั้นอาจจะไม่เหมาะกับการผลิตไข่มุก เพราะว่าน้ำมุกอาจจะน้อยเกินไป และทำให้ไม่สวยงาม โดยปกติสำหรับหอยมุกจานที่นำมาใช้นั้นจะมีอายุเฉลี่ย 2-4 ปี

การคัดเลือกหอยที่อวัยวะเพศ โดยการคัดเลือกนั้นจะไม่มีน้ำเชื้อหรือไข่ไก่ เพราะการผลิตมุกกลมนั้นจำเป็นจะต้องใส่นิวเคลียสลงไปในบริเวณอวัยวะเพศ หากมีน้ำเชื้อหรือไข่อยู่เต็มจะทำให้ไม่สะดวกในการทำงานเท่าไหร่นัก และนิวเคลียสที่ใส่ลงไปนั้นก็อาจจะหลุดออกได้ง่ายด้วย โดยหอยที่จะนำมาใช้ในการเพาะพันธุ์นั้นจะต้องเป็นหอยที่มีความแข็งแรง ปราศจากโรคและศัตรูรบกวน เนื่องจากการใส่นิวเคลียสนั้นต้องผ่านการผ่าตัดหอย ซึ่งการผ่าตัดหอยนั้น ถ้าหอยไม่แข็งแรงอาจจะทำให้หอยนั้นตายได้

เมื่อเรารวบรวมหอยและคัดเลือกหอยได้แล้วก็ควรทำการเลี้ยงหอยให้มีสภาพสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด และต้องทำความสะอาดเปลือกหอยเพื่อไม่ให้มีสิ่งมีชีวิตอื่นเกาะอยู่ด้วย จากนั้นก็นำไปเลี้ยงไว้ในกระบะหรือตะกร้าตื้นๆ ประมาณ 8-10 วัน เพื่อให้หอยนั้นเกิดความคุ้นชิน ส่วนการกระตุ้นเพื่อเปิดฝาหอยนั้นสามารถทำได้ 2 แบบ คือ นำไปเลี้ยงรวมๆ กันในถาดที่มีน้ำตื้นๆ จะทำให้ก๊าซออกซิเจนในน้ำลดลง หอยจะอ้าเปลือกออกเพื่อรับออกซิเจนให้มากขึ้น กับวิธีการเลี้ยงไว้ในที่มีน้ำไหลทำให้หายใจไม่ทัน หอยจะอ้าเปลือก โดยวิธีดังกล่าวหอยจะอ้าเปลือก พวกที่อ้าเปลือกแล้วใช้ลิ่มได้สอดเข้า

ปัญหาและอุปสรรคของ การเลี้ยงหอยมุก

โรคและศัตรูของหอยมุก ใน การเลี้ยงหอยมุก มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและศัตรูเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ศัตรูที่สำคัญของหอยมุก ได้แก่ สาหร่าย เพรียง เพรียงหัวหอม หอยกะพง หอยแมลงภู่ พวกนี้จะเกาะบริเวณเปลือก จะคอยแย่งอาหารและปิดทางเดินของน้ำ ทำให้หอยมุกชะงักการเจริญเติบโตและตายได้

ศัตรูจำพวกเจาะ (boring) ได้แก่ พวก ฟองน้ำ ซึ่งเจาะอาศัยในเปลือกหอย ทำให้หอยเป็นรูพรุน หรือเจาะดูดกินเนื้อหอยมุก เช่น พวกหอยฝาเดี่ยวที่เจาะดูด และศัตรูจำพวกขบกัด ได้แก่ ปูชนิดต่างๆ ปลาปักเป้า ซึ่งสามารถขบเปลือกหอยให้แตกเพื่อกินเนื้อหอยได้ สำหรับการควบคุมพวกศัตรูของหอยนั้นสามารถทำได้โดยหมั่นดูแลและขัดทำความสะอาดเปลือกหอยอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ การเลี้ยงหอยมุก ในระดับความลึกของน้ำประมาณ 4 เมตร ก็จะช่วยลดปัญหาศัตรูของหอยได้เช่นกัน

ปัญหาสภาพแวดล้อม ได้แก่ ปัญหาน้ำเสีย หรือคุณภาพน้ำทะเลในแหล่งเลี้ยงหอยเปลี่ยนแปลงไป เกิดมลภาวะต่างๆ ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ การเลี้ยงหอยมุก ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  เนื่องจากการสร้างมุกที่สวยงาม ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ดีเยี่ยมเป็นปัจจัยสำคัญ แหล่งที่มีน้ำทะเลสะอาด มีสภาพเหมาะสมที่จะทำฟาร์มมุก ควรจะมีการควบคุมหรือสงวนไว้ใช้สำหรับพัฒนาการเลี้ยงมุก ไม่ปล่อยให้ถูกรบกวนโดยกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ได้

เทคนิคการเลี้ยง

ด้านเทคนิคการเลี้ยง การทำฟาร์มเลี้ยงมุกในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่สามารถขยายตัวได้มากนัก ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาที่สำคัญ คือ การขาดความรู้ ความชำนาญ ด้านเทคนิคการผ่าตัดสอดใส่นิวเคลียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงมุกแบบกลม ซึ่งผลผลิตที่ได้ที่ผ่านมาเป็นผลงานของผู้เชี่ยวชาญการใส่นิวเคลียสซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นทั้งสิ้น เทคนิคต่างๆ ถูกเก็บเป็นความลับอยู่เฉพาะในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ปัจจุบันเริ่มมีฟาร์มหอยมุกที่มีการดำเนินการโดยคนไทย ทำการทดลองฝังนิวเคลียสเลี้ยงมุกกลมได้แล้ว แต่ยังต้องอาศัยเวลาฝึกฝนเพื่อให้ได้มุกคุณภาพเยี่ยมต่อไป

การขาดแคลนพันธุ์หอย

ปัจจุบัน การเลี้ยงหอยมุก ในประเทศไทยอาศัยพันธุ์หอยจากธรรมชาติทั้งสิ้นในขณะที่หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ได้ใช้พันธุ์หอยที่ผลิตได้จากโรงเพาะพันธุ์แล้ว ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนพันธุ์หอยมีความหวังว่าจะแก้ปัญหาได้โดยการผลิตพันธุ์หอยจากโรงเพาะเพื่อทดแทนลูกพันธุ์จากธรรมชาติซึ่งนับว่าจะหายากขึ้นทุกขณะ

ความสำเร็จของกรมประมงในการเพาะและอนุบาลลูกหอยมุกเศรษฐกิจหลายชนิด น่าจะเป็นหนทางให้สามารถพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยมุกให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

8.การนำไข่มุกมาเป็นเครื่องประดับนั้นนับว่าเป็นความต้องการที่สูงมาก
8.การนำไข่มุกมาเป็นเครื่องประดับนั้นนับว่าเป็นความต้องการที่สูงมาก
ไข่มุกสีทองเป็นหอยมุกที่หาได้ยาก และมีราคาแพงที่สุดในโลก
ไข่มุกสีทองเป็นหอยมุกที่หาได้ยาก และมีราคาแพงที่สุดในโลก

ด้านตลาดและช่องทางจำหน่ายไข่มุก ทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจุบันนั้นตลาดของไข่มุกนั้นมีการเติบโตเป็นอย่างมาก ซึ่งในประเทศไทยเองนับได้ว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการเพาะเลี้ยง และเป็นแหล่งตลาดที่มีความสำคัญสำหรับไข่มุกเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะว่าจังหวัดภูเก็ตนั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกที่ของไทย ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยพบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศนั้นไม่เคยต่ำกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดเลยทีเดียว แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวเริ่มลดลงเป็นอย่างมากจากหลายๆ ปัจจัยด้วย

ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นนับว่าไทยมีการส่งออกไข่มุกไปยังตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2016 มีมูลค่าการส่งออกไข่มุกคิดเป็นมูลค่า 28.53 ล้านเหรียญสหรัฐ เลยทีเดียว ในส่วนของการนำเข้านั้นก็จะมีปริมาณเท่ากับการส่งออก หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทุกๆ ปี สาเหตุมาจากในประเทศนั้นมีการผลิตไข่มุกที่น้อยมาก ไทยเองจึงต้องมีการนำเข้ามาเพื่อใช้ในการทำเป็นเครื่องประดับเพื่อใช้ในการบริโภคภายในประเทศนั่นเอง อีกทั้งตลาดส่งออกไข่มุกของไทยที่เป็นแหล่งสำคัญเลย คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เป็นต้น

ในปัจจุบันนั้นไทยมีการผลิตไข่มุกได้ค่อนข้างน้อย สินค้าที่มีการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศก็มีปริมาณไม่มาก ทำให้ไข่มุกมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ประกอบกับมีคู่แข่งรายใหญ่ อย่าง จีน และญี่ปุ่น เอง ก็มีการส่งออกไข่มุกเช่นกัน เมื่อเทียบราคากันแล้วนับว่าค่อนข้างถูกกว่าบ้านเราเป็นอย่างมาก สำหรับไทยแล้วประเด็นดังกล่าวมีผลต่อการค้าไข่มุกอันดามันที่อาจไม่สามารถเติบโต และขยายมูลค่าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะมีข้อติดขัดทั้งในเรื่องของราคา และปริมาณผลผลิตที่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตไข่มุกอันดามันให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการผลิตและการค้า

9.หอยมุกน้ำจืดนำมาขยายพันธุ์เพื่อเป็นการสร้างผลผลิตให้กับไข่มุกภายในประเทศเพิ่มขึ้น
9.หอยมุกน้ำจืดนำมาขยายพันธุ์เพื่อเป็นการสร้างผลผลิตให้กับไข่มุกภายในประเทศเพิ่มขึ้น

ฝากถึงผู้ที่สนใจเลี้ยงหอยมุก

สำหรับ การเลี้ยงหอยมุก นั้น อย่างแรกที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลย คือ พื้นที่ในการเลี้ยง และตัวหอยมุกเอง เพราะว่าหอยมุกนั้นในปัจจุบันเริ่มมีการปรับตัวในการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เริ่มมีไข่มุกที่ให้ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนหนึ่ง แต่สภาพแวดล้อมและปัจจัยภายนอกต่างๆ ผู้เลี้ยงหรือเพาะเลี้ยงก็ต้องรู้ด้วยเช่นกันว่าหอยมุกนั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งแบบน้ำจืดและน้ำเค็ม คุณภาพของไข่มุกที่ได้ก็จะต่างกัน ซึ่งการเลี้ยงดูไข่มุกที่ดีจะช่วยให้ไข่มุกให้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น และช่วยให้มีกำไรในการเลี้ยงได้อย่างแน่นอน

หอยมุกหรือไข่มุกนับว่าเป็นอีกหนึ่งผลผลิตที่มีความสำคัญของเศรษฐกิจในเมืองไทย ซึ่งบอกได้เลยว่า การเลี้ยงหอยมุก นั้นจะต้องมีความรู้และความชำนาญในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องราวในครั้งนี้ก็เป็นการบอกกล่าวเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าเป็นในรายละเอียดเชิงลึกต้องขอคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้จะได้ข้อมูลที่ดีที่สุด เพราะทุกอย่างนอกจากจะอ่านอย่างเดียวแล้วก็ต้องหาความรู้ด้วยตัวเองด้วยเช่นกัน หวังว่าเรื่องราวของไข่มุกจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.lenyajewelry.co.th/Knowledge-View-159-%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3.html,https://www.git.or.th/pearl.html,https://nattapongjal.wordpress.com/2017/02/06/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%81/,http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/49_1/Animal/a_01/a_01.htm,https://www.fisheries.go.th/if-kanchanaburi/mussel/pearl.htm

สนับสนุนโดย