ปลากัดสวยงาม สำหรับแพ็คส่งต่างประเทศ
ปลากัดสวยงาม สำหรับแพ็คส่งต่างประเทศ

ยืนยันตลาดปลากัดสวยงามโตอย่างต่อเนื่อง ผลิตไม่ทัน!!!

“ปลากัด” เป็นปลาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมานาน เพราะเป็นยอดนักสู้ตัวฉกาจ ปลากัดจากประเทศไทยจัดว่าเป็นปลาที่กัดเก่ง และมีความทรหดมากที่สุด ในปัจจุบันปลากัดได้ถูกพัฒนาให้มีสีสัน และรูปทรง ที่แตกต่างกันมากขึ้น จึงทำให้ปลากัดหรือปลากัดสวยงามได้รับความนิยมจากนานาประเทศ ซึ่งตรงส่วนนี้เองทำให้ประเทศไทยสามารถเพาะเลี้ยงปลากัดสวยงามเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายตามประทศต่างๆ ทั้งประเทศในแถบเอเชีย แถบยุโรป และแถบอเมริกา และมีรายได้กลับเข้ามาประเทศไทยปีละหลายร้อยล้านบาท

เพราะเหตุนี้ทีมงาน “นิตยสาร สัตว์น้ำ” จึงได้เข้าพูดคุยกับ “คณัสนันท์ฟาร์ม” ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลากัดคุณภาพเพื่อการส่งออกต่างประเทศมานานกว่า 7 ปี ที่มี คุณคณสรร และคุณจีรเรศ ศรีสุวรรณ เป็นเจ้าของฟาร์ม

จุดเริ่มต้นของคณัสนันท์ฟาร์มมาจากการขยายกิจการของทางบ้านที่เพาะพันธุ์ปลากัดมานานกว่า 30 ปีเป็นอาชีพของพ่อแม่ที่สร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัว เมื่อคุณเอ๋ เรียนจบจากรั้วมหาลัย จึงตั้งใจที่จะมาดูแลกิจการต่อจากพ่อแม่ โดยไม่ได้มองงานที่อื่นไว้ เช่นเดียวกับพี่สาวที่สานต่อกิจการพ่อแม่จนจวบทุกวันนี้

1.ปลากัดสวยงาม สำหรับแพ็คส่งต่างประเทศ
1.ปลากัดสวยงาม สำหรับแพ็คส่งต่างประเทศ
2.คุณโจและพี่เอ๋-เจ้าของคณัสนันท์ฟาร์ม
2.คุณโจและพี่เอ๋-เจ้าของคณัสนันท์ฟาร์ม

คุณเอ๋ยอมรับว่าแต่ก่อนทำฟาร์มปลากัดสวยงาม เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ค่อนข้างดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัวส่งลูกเรียนหนังสือจนจบได้  เนื่องจากนครปฐมมีฟาร์มหมูเยอะ ฟาร์มหมูนี่เองคือแหล่งอาหารชั้นดีของปลากัด ไม่ว่าจะเป็นไรแดง หรือลูกน้ำ และที่สำคัญที่สุด คือ อาหารเหล่านั้นล้วนได้มาฟรี ทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงเพาะพันธุ์ปลากัดสวยงามนั้นแทบไม่มีเลย มีเพียงค่าน้ำ ค่าไฟ เล็กๆ น้อยๆ

3.โรงเรือนเลี้ยงปลากัดสวยงาม
3.โรงเรือนเลี้ยงปลากัดสวยงาม

ปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงปลากัด

ในช่วงหลังเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว กระแสปลากัดดูเงียบไป ผู้คนไม่สนใจเหมือนเดิม อีกทั้งมีผู้สนใจทำฟาร์มปลากัดเพิ่มมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ ปลากัดสวยงามล้นตลาด ปลาสวยงามขายไม่ออก ซึ่งทางฟาร์มปลากัดสวยงามเป็นเพียงแค่เกษตรกรที่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในการนำปลากัดสวยงามไปขาย เมื่อปลากัดล้นตลาด พ่อค้าคนกลางระบายปลาออกไม่ทัน ทำให้ฟาร์มปลากัดสวยงามที่อยู่ประสบปัญหาเงินทุนหมุนเวียนในครอบครัว เพราะ

  1. ต้นทุนสูงขึ้น การเพาะเลี้ยงนานขึ้น แต่ราคาปลากัดสวยงามเท่าเดิม
  2. การซื้อ การขาย ยากขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกันอีกปัญหาที่มี คือ ฟาร์มหมูที่เคยมีอยู่มากมายต่างทยอยกันปิดลง ทำให้แหล่งอาหารลดลงไม่เพียงพอ จึงต้องไปซื้อไรแดงและลูกน้ำจากผู้ที่ทำฟาร์มไรแดงขาย ทำให้ต้นทุนที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก ในช่วงนั้นมีฟาร์มปลากัดหลายฟาร์มตัดสินใจปิดฟาร์มลงด้วยเหตุผลที่กล่าวมา

ในภาวะเช่นนี้ครอบครัวตนก็ประสบปัญหาเช่นกัน จึงมองหาแนวทางที่จะทำให้ฟาร์มปลากัดสวยงามของครอบครัวสามารถดำเนินต่อไปได้ จึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตซึ่งเกี่ยวกับการส่งออกปลากัดไปยังต่างประเทศ เมื่อหาข้อมูลครบแล้วจึงลองนำปลากัดสวยงามของทางฟาร์มไปเสนอแก่บริษัทส่งออกปลาสวยงามไปต่างประเทศ

ในตอนนั้นทางฟาร์มของครอบครัวมีปลากัดอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ “ปลากัดจีน” (Veil Tail) และ “ปลากัดหางหนามมงกุฎ” (Crown Tail) ทางฟาร์มเข้าไปเสนอขายปลาให้กับบริษัทต่างๆ มากถึง 10 แห่ง มีการตอบกลับมาเพียงแค่ 2 แห่ง เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าฟาร์มเราไม่ใช่ฟาร์มแหล่งรวบรวม แต่เป็นเพียงแค่เกษตรกรผู้เลี้ยง ซึ่งไม่มีความแน่นอนเรื่องผลผลิตในระยะยาว กลัวการทำยอดการสั่งซื้อไม่ได้ตามที่ต้องการ เป็นต้น

ในช่วง 6 เดือนแรกที่ทำส่งออกต่างประเทศ คุณเอ๋ยอมรับว่าแทบจะมองไม่เห็นกำไร แต่ด้วยความอดทน อยากให้ธุรกิจดำเนินต่อ จึงต้องสู้ ต้องผลักดันตัวเอง มารับบทเป็นผู้รวบรวมปลากัดสวยงามจากฟาร์มต่างๆ แล้วส่งปลาให้กับบริษัท

4.คนงานช่วยกันเเพ็คปลาเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ
4.คนงานช่วยกันเเพ็คปลาเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ
ปลาที่แพ็คเรียบร้อยแล้วรอส่งขึ้นเครื่อง
ปลาที่แพ็คเรียบร้อยแล้วรอส่งขึ้นเครื่อง

ด้านตลาดปลากัด

จนทุกวันนี้พี่สาวสามารถส่งออกปลากัดไปต่างประเทศได้สำเร็จ ผ่านระบบบริษัทต่างๆ หลายบริษัท และยังสามารถผลิตปลากัดสวยงามได้ตามยอดการสั่งซื้อที่ลูกค้าต้องการได้อีกด้วย เมื่อตลาดเริ่มเปิดกว้าง แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากหยุดอยู่กับที่ ในเมื่อยังมีช่องทาง มีโอกาสให้เดินไป ด้วยเหตุนี้คุณเอ๋จึงแยกตัวมาเปิดฟาร์มเพาะปลากัดเองอีกฟาร์ม เพื่อผลิตปลากัดสวยงามป้อนสู่ตลาดที่มีความต้องการมากขึ้นทุกวัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างรากฐานให้กับครอบครัวของตนอีกด้วย โดยใช้ชื่อฟาร์มว่า “คณัสนันท์ฟาร์ม” ซึ่งปัจจุบันนับเป็นเวลา 7 ปี

“คณัสนันท์ฟาร์ม” นอกจากเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ปลากัดสวยงามแล้ว ยังเปิดรับซื้อปลากัดคุณภาพจากฟาร์มต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อทำยอดการสั่งซื้อให้กับบริษัทส่งออกต่างประเทศ ซึ่งปลาที่ทางฟาร์มส่งออกไปหลักๆ ก็จะมีประเทศจีน อเมริกา รัสเซีย และโรมาเนีย โดยยอดการสั่งซื้อส่วนใหญ่จะมาจากประเทศจีน ทางฟาร์มจะเน้นการทำสีปลาให้ได้ตรงตามที่ลูกค้าสั่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และมาตรฐานของทางฟาร์ม ซึ่งตรงนี้คือ เทคนิคเฉพาะของทางฟาร์ม ในเรื่องการทำสีปลา และคุณภาพของปลา

5.ปลากัดหางพระจันทร์
5.ปลากัดหางพระจันทร์
ปลากัดหางหนามมงกุฎ
ปลากัดหางหนามมงกุฎ

สายพันธุ์ปลากัด

ด้านสายพันธุ์ปลากัดของทางฟาร์ม ในช่วงเริ่มแรกทางฟาร์มมีพันธุ์ปลากัดเพียง 2 สายพันธุ์ เท่านั้น คือ ปลากัดจีน (Veil Tail) และหางหนามมงกุฎ (Crown Tail) ซึ่งเมื่อทำการส่งออกไปต่างประเทศแล้ว พบว่าความต้องการของลูกค้ามีสายพันธุ์ปลากัดหลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้ฟาร์มต้องเพาะพันธุ์ปลากัดหลายสายพันธุ์มากขึ้น ตามความต้องการของลูกค้า และความนิยม

ปัจจุบันคณัสนันท์ฟาร์มเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลากัดสวยงามหลักๆ อยู่ที่  5 สายพันธุ์

  1. ปลากัดหางหนามมงกุฎ (Crown Tail)
  2. ปลากัดหางพระจันทร์ (Halfmoon)
  3. ปลากัดหม้อหางครึ่งวงพระจันทร์ (HalfMoon PK.)
  4. ปลากัดหูช้าง (Big Ear)
  5. ปลากัดหม้อลายปลาคราฟ (KOI)

ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ทางฟาร์มจะมีลูกทีมที่เป็นฟาร์มปลากัดสวยงามเหมือนกัน เพาะเลี้ยงให้ทางฟาร์ม

6.ขันผสมพันธุ์ปลากัดสวยงาม
6.ขันผสมพันธุ์ปลากัดสวยงาม
เมื่อตัวเมียไข่แล้วจะต้องรีบนำตัวเมียออกเพื่อป้องกันการกินไข่
เมื่อตัวเมียไข่แล้วจะต้องรีบนำตัวเมียออกเพื่อป้องกันการกินไข่

ขั้นตอนการเพาะพันธุ์ปลากัด

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงปลากัดสวยงาม คุณเอ๋เล่าให้ฟังว่าสิ่งสำคัญ คือ พ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง รูปร่างสวย สีสันชัดเจน เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ที่มีสีตรงตามความต้องการของลูกค้าในการเพาะพันธุ์ปลากัดสวยงาม แต่ละครั้งจะใช้พ่อแม่พันธุ์ประมาณ 50 คู่ 120 คู่ และ 150 คู่ ขึ้นอยู่กับยอดการสั่งซื้อที่ทางบริษัทส่งออกต้องการ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากเตรียมขันน้ำขนาด 18 เซนติเมตร ใส่น้ำลงไป 3 ส่วน 4 ของขัน แล้วใส่ใบหูกวางแห้งขนาด 2 เซนติเมตร ใส่ลงไป พร้อมทั้งใบมะยม สำหรับให้ปลาก่อหวอดไปติดตรงใบไม้ ต่อมาจึงใส่ยาแก้อักเสบลงไปเล็กน้อยเพื่อฆ่าเชื้อในน้ำ

ขั้นตอนที่ 2 นำพ่อพันธุ์ลงไปก่อน แล้วเอาฝาปิดปากขันให้สนิท ไม่ให้อะไรมารบกวน ปิดไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวผู้ได้ก่อหวอด (หวอดคือฟองอากาศบนผิวน้ำ)

ขั้นตอนที่ 3 ใส่ตัวเมียลงไปเพื่อผสมพันธุ์กัน ระยะเวลาผสมพันธุ์ หากในหน้าร้อนจะปล่อยทิ้งไว้ 1 วันเต็ม ตัวเมียก็จะเริ่มไข่ แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวจะปล่อยทิ้งไว้ 2 วัน เพราะน้ำเย็นทำให้แม่ปลาไม่วางไข่ หรือวางไข่ช้า เมื่อครบกำหนดวันแล้วเปิดฝาดู หากพบไข่แล้วจะเอาตัวเมียออกทันที และปล่อยให้ตัวผู้เลี้ยงไข่ต่อ โดยภายใน 24 ชม. ไข่จะฟักออกมาเป็นตัว ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ 1 คู่ สามารถให้ลูกปลาได้ถึง 400-700 ตัว ปล่อยให้ตัวผู้ดูแลไข่นาน 5 วัน โดยห้ามรบกวนเด็ดขาด เพราะถ้าหากมีอะไรไปรบกวน ด้วยสัญชาตญาณจะทำให้ตัวผู้กินลูกปลาทันที

ขั้นตอนที่ 4 หลังจากครบ 5 วัน ให้ทำการแยกตัวผู้ออก แล้วนำลูกปลาไปอนุบาลในบ่อปูนซีเมนต์อีกประมาณ 2 เดือน แต่ละบ่อจะใส่ลูกปลาจากพ่อแม่พันธุ์ 2 คู่ ช่วงแรกที่ลูกปลาออกจากไข่ ควรให้อาหารเป็นไรแดงเท่านั้น อัตราการรอดชีวิตของลูกปลาจะสูงกว่า อีกทั้งยังทำให้ลูกปลาแข็งแรง และสีสันสวยงามอีกด้วย

การเพาะพันธุ์ คุณเอ๋เน้นว่าแม่ปลา 1 คู่ ควรทำการผสมเพียงแค่ 2 ครั้ง เท่านั้น เพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เยอะ และลูกปลาแข็งแรง หากเกินไปจากนี้แม่ปลาจะผลิตไข่ได้น้อย และไม่เพียงพอต่อความต้องการ และอีกเหตุผล คือ ปลาเพศเมียจะมีรังไข่อยู่สองข้าง สำหรับการวางไข่ 2 ครั้ง กว่าจะพร้อมไข่อีกครั้งแม่พันธุ์ก็จะมีอายุที่เยอะ ซึ่งไม่เป็นผลดีหากนำมาผสมพันธุ์อีกครั้ง ส่วนปลาตัวผู้นั้นสามารถผสมได้หลายครั้ง

7.บ่ออนุบาลลูกปลากัด
7.บ่ออนุบาลลูกปลากัด
ลูกปลากัดภายในบ่ออนุบาล
ลูกปลากัดภายในบ่ออนุบาล

การอนุบาลลูกปลากัด

การอนุบาลปลาช่วงอายุ 1-2 เดือน มักจะพบโรคราสนิมที่ตัวปลาในช่วงหน้าฝน ตามลำตัวจะเป็นขนๆ หากพบในช่วงแรกๆ 1 วัน หรือ 2 วัน สามารถแก้ไขได้ทันที หากเกินไปจากนี้ปลาก็จะตาย แก้ด้วยการใส่เกลือลงไปในน้ำ เมื่อเลี้ยงครบ 2 เดือน จะทำการแยกเพศของลูกปลา โดยจะแยกตัวผู้ลงขวดแก้ว 1 ขวด ต่อปลา 1 ตัว และแยกตัวเมียออกลงบ่อปูนซีเมนต์ เพื่อนำไปขายเป็นปลาเหยื่อต่อไป ส่วนตัวเมียที่มีลักษณะสวย สีสวย ก็จะเลี้ยงต่อเพื่อให้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป สาเหตุที่ทางฟาร์มเก็บตัวเมียไว้น้อย เพราะยอดการสั่งซื้อส่วนใหญ่ 95% เป็นปลากัดสวยงามตัวผู้ เมื่อแยกลงขวดแล้วก็ยังคงให้ไรแดงเป็นอาหารอยู่เหมือนเดิม วันละ 1 ครั้ง เพราะไรแดงช่วยให้ปลาสีสวย แข็งแรง และฟื้นฟูแผลจากการกัดหางกันในท่อปูนซีเมนต์ หลังจากปลาลงขวดแล้วจะเลี้ยงต่ออีกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจะให้ไข่ตุ่นเป็นอาหารเพื่อทำให้ปลาอ้วน หรือให้อาร์ทีเมีย หนอนแดง และลูกน้ำ ร่วมด้วยก็ได้  หลังจากนั้นเลี้ยงต่ออีก 1 เดือน รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้

8.ปลากัดพร้อมจำหน่าย
8.ปลากัดพร้อมจำหน่าย
ขวดเลี้ยงปลากัดสวยงามสำหรับรอส่งลูกค้า
ขวดเลี้ยงปลากัดสวยงามสำหรับรอส่งลูกค้า

การจำหน่าย ปลากัดสวยงาม

ในส่วนของการส่งออกนั้น เมื่อได้รับยอดการสั่งซื้อแล้ว ทางฟาร์มจะมีขั้นตอนการส่งปลากัดสวยงามให้ได้คุณภาพ เริ่มจากทางฟาร์มจะใส่ยาปรับสภาพน้ำลงในน้ำ เพื่อช่วยปรับสภาพน้ำ และลดความเครียดของปลากัดสวยงามในระหว่างการขนส่ง โดยปลากัดจะถูกบรรจุใส่ถุงๆ ละ 1 ตัว ปลากัดสวยงาม ที่บรรจุอยู่ในถุงสามารถอยู่ได้นานถึง 36 ชั่วโมง อัตราการรอดของ ปลากัดสวยงาม ที่ส่งออก 100 % ถ้าอยู่ในช่วงเวลาที่กำหนด ลูกค้าสามารถนำ ปลากัดสวยงาม จากทางคณัสนันท์ฟาร์มไปเลี้ยงต่อได้ทันที

9.ปลากัดสวยงาม-เกรดสวย
9. ปลากัดสวยงาม -เกรดสวย

ฝากถึงผู้ที่สนใจการเพาะพันธุ์ปลากัด

ปัจจุบันนอกจากทางคณัสนันท์ฟาร์มจะเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยง ปลากัดสวยงาม แล้วนั้น ทางฟาร์มยังได้เป็นศูนย์เรียนรู้ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลากัดอีกด้วย ด้วยความตั้งใจของคุณเอ๋และคุณโจที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่รู้จัก และเข้าใจการเพาะพันธุ์ ปลากัดสวยงาม เพื่อไม่ให้ ปลากัดสวยงาม หายไปจากเมืองไทยในอนาคตนั่นเอง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าดูฟาร์ม หรืออบรมเรื่อง ปลากัดสวยงาม ได้ทุกวัน ยกเว้นวันพุธ และวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ทางฟาร์มแพ็คปลาส่งออก

หากท่านใดสนใจอยากได้ปลากัดสวยงามเกรดสวยๆ และอยากได้ความรู้เรื่องการส่งออก ปลากัดสวยงาม ไปยังต่างประเทศ สามารถติดต่อได้ที่ “คณัสนันท์ฟาร์ม”

คุณคณสรร ศรีสุวรรณ และคุณจีรเรศ ศรีสุวรรณ

27/3 หมู่ 11 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000

เบอร์โทรศัพท์ 086-514-0008 (คุณเอ๋) Facebook : Kanasanan Farm

FB page : KNBETTATHAILAND ID LINE :JoeKanasananfarm

สนับสนุนโดย