3.ปลากะพงพร้อมส่งลูกค้า
3.ปลากะพงพร้อมส่งลูกค้า

ติดต่อโฆษณา 094-656-9897 พลังเกษตร

ปลากะพงขาว สัตว์น้ำสร้างรายได้จากรุ่นสู่รุ่น เรายังอยู่กันที่เรื่องปลากะพงขาว และเราได้มาพูดคุยกับคุณโอ ทายาทรุ่นที่ 2 ของ “ สนิทฟาร์ม ” ฟาร์มเลี้ยงปลากะพงขาวคุณภาพ ถึงเทคนิคการเลี้ยงปลาให้ได้กำไร คุณโอได้เล่าถึงที่มาของฟาร์มแห่งนี้ว่า แรงบันดาลใจในการทำฟาร์มลูกปลากะพงมาจากสิ่งที่ตนเองนั้นถนัด และชอบในการเพาะพันธุ์ลูกปลากะพงมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงปัจจุบัน

1.ปลากะพงตัวใหญ่ เนื้อแน่น
1.ปลากะพงตัวใหญ่ เนื้อแน่น

การเลี้ยงปลากะพง

ในช่วงแรกที่ได้รับดำเนินกิจการต่อจากคุณแม่ ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมฝนฟ้าอากาศที่ไม่คงที่ และปัญหาที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อาหารที่จะดำเนินการในการเพาะฟัก นอกจกนี้ยังมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำที่จะนำเข้าระบบเพาะฟักที่ต้องนำน้ำเค็มโดยตรงมาทำการฆ่าเชื้อ ซึ่งในช่วงแรกๆ มีการคำนวณปริมาณการใช้น้ำเค็มที่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยง แต่ในปัจจุบันได้แก้ปัญหาโดยการซื้อน้ำมาจากฟาร์มนาเกลือ ซึ่งน้ำนาเกลืออยู่ที่ประมาณ 60-70 ppt. และก็นำมาผสมกับน้ำจืดให้ได้ในระดับเจือจางที่ต้องการคือ 30 ppt.

ทางฟาร์มจะทำการผสมพันธุ์ปลาเอง โดยนำพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพอนุบาลและเลี้ยงเอง เมื่อปลาสมบูรณ์ก็จะทำการผสมพันธุ์ แต่ถ้าเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับพ่อแม่พันธุ์ที่ไม่สามารถออกไข่ได้ตามฤดูหรือตามที่ต้องการ ก็จะนำลูกปลาจากภายนอกเข้ามาทดแทนช่วงที่มีปัญหา

และทางสนิทฟาร์มได้นำลูกปลากะพงเข้ามาจากทางจังหวัดชลบุรี  และอำเภอท่าสะอ้าน  จังหวัดฉะเชิงเทรา  และคุณโอได้ใช้เทคนิคในการคัดเลือก คือ ใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการเลี้ยงมา และลูกปลาในการเลือกจะเป็นลูกปลาที่แข็งแรง กินอาหารดี ไม่มีโรค การว่ายเข้าหาเหยื่อ การทรงตัว ซึ่งดูจากลักษณะของปลาโดยรวม

คุณโอได้เล่าถึงการอนุบาลว่า การอนุบาลลูกปลาของทางฟาร์มต้องมีการฆ่าเชื้อทุกๆ 3-5 วัน โดยใช้ฟอร์มาลีนในการฆ่าเชื้อ และจะไม่ใช้ยาหรือสารเคมีอื่นๆ ในการเลี้ยง หรือฆ่าเชื้อต่างๆ ซึ่งถ้าใช้สารเคมีหรือยาจะทำให้เกิดสารตกค้างในตัวปลาได้ นอกจากนี้ยังป้องกันการเกิดการปนเปื้อน ซึ่งถ้าเกิดการใช้จริงๆ จะใช้ยาเฉพาะภายนอกเท่านั้น และส่วนมากจะใช้ฟอร์มาลีนไว้ฆ่าเชื้อสำหรับเห็บระฆังที่ติดมากับลูกไร หรืออาร์ทีเมีย ที่เป็นปรสิตกับปลา ซึ่งจะใช้การฆ่าเชื้อที่มันบ่อยขึ้น

2.บ่อปลากะพง
2.บ่อปลากะพง

การบริหารจัดการบ่อปลากะพง

การเตรียมน้ำเพื่อใช้สำหรับการเลี้ยง โดยจะใช้น้ำประปา จะมีการพักไว้ 1 วัน เพราะมีความจำเป็นต้องใช้น้ำจืดค่อนข้างมากในการเปลี่ยนถ่ายน้ำทิ้งทุกวัน และถ้าเกิดน้ำประปาที่นำมาไม่ได้คุณภาพ หรือน้ำไม่ดี จะมีการสั่งน้ำจืดมาจากที่อื่นที่เป็นน้ำบาดาล หรือน้ำประปา และจะมีการนำน้ำมาตีออกซิเจนเพิ่ม เพราะค่าออกซิเจนในน้ำบาดาลต่ำ

และในส่วนของน้ำเค็มจะนำน้ำเค็มจากทะเลเข้ามา และมาทำการตีคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ โดยปริมาณในการตีคลอรีนใช้เวลาประมาณ 3 วัน ถึงจะสามารถใช้น้ำได้ และก็จะมีการวัดค่าคลอรีนในน้ำว่าหลังจากผ่านมา 3 วัน คลอรีนภายในน้ำจะหมดหรือเปล่า ถึงจะสามารถนำน้ำมาใช้ได้

การอนุบาลจะเลี้ยงในอ่างปูนถึงไซซ์ขนาด 1 นิ้วครึ่ง และหลังจากนั้นก็จะนำไปอนุบาลต่อในบ่อดินถึงไซซ์ขนาด 3 นิ้ว ก็จะใช้เวลาอนุบาลประมาณ 25 วัน หรือถ้าเป็นไซซ์ขนาด 4 นิ้ว จะอยู่ที่ 30-35 วัน หรือไซซ์ขนาด 5 นิ้วอนุบาลนานประมาณ 45 วัน อัตราการปล่อยลูกปลากะพงต่อบ่อจะอยู่ที่ขนาดของบ่อ ขนาดละ 3×3 และ 3×4 จำนวน 20 อ่าง และยังมีบ่อดินพื้นที่กว่า 10 ไร่ ใช้ในการอนุบาลลูกปลา

แต่ก่อนที่จะนำลูกปลามาลงต้องมีการคัดไซซ์ขนาดของลูกปลาทุกๆ 3 วัน และวันแรกที่ลงลูกปลาจะมีการให้อาหารจำพวก ไรแดง โคพีพอด โรติเฟอร์ หรือ ไรทะเล แต่หลังจากผ่านไป 3 วัน จะเริ่มให้อาหารจำพวกไรน้ำจืด จะให้อาหารวันละ 4 มื้อ ในช่วงแรก แบ่งเป็น ช่วงเช้า 2 มื้อ และ บ่าย 2 มื้อ สำหรับปริมาณอาหารจะขึ้นอยู่กับปริมาณของบ่อที่ปล่อยตามความหนาแน่น โดยสังเกตุจากการกินของปลา  ถ้าปลาเก็บกินหมดเร็ว ก็คือ อาหารไม่พอกิน ต้องให้เพิ่ม หรือถ้าสาดอาหารไปแล้ว อาหารเหลือ ก็จะลดหย่อนลงมา

ในส่วนของบ่อดินไว้ใช้สำหรับอนุบาลปลาไซซ์ขนาด 1 นิ้ว โดยจะให้อาหารวันละ 2 มื้อ แต่จะให้อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ดเพื่อเป็นการฝึกอาหารเม็ดให้ปลาชิน ในส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำ บ่อปูนจะมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน ส่วนบ่อดินจะทำน้ำครั้งแรกเพียงครั้งเดียว และจะใช้ยาวตลอดทั้งการเลี้ยง แต่จะมีการใช้จุลินทรีย์ในการฆ่าเชื้อของเสียในบ่อเลี้ยง โดยการสาดจุลินทรีย์ทุกๆ 5-7 วัน ในส่วนของวิตามินหรืออาหารเสริม ทางฟาร์มจะไม่ใช้ เพราะในอาหารที่ใช้ก็มีวิตามินหรือสารอาหารครบอยู่ในตัวอยู่แล้ว

3.ปลากะพงพร้อมส่งลูกค้า
3.ปลากะพงพร้อมส่งลูกค้า

การอนุบาลลูกปลากะพง

นอกจากนี้ทางฟาร์มจะมีการสุ่มตรวจโรคทุกๆ 6 เดือนโดยกรมประมงมาคอยตรวจโรคให้ทางฟาร์มทุกๆ 5 เดือน และจะมีการตรวจยาหรือสารตกค้างในตัวปลา ทางฟาร์มจะมีทะเบียนฟาร์ม  GAP  และมาตรฐานเพื่อการส่งออก อัตราการรอดของการอนุบาลอยู่ที่ประมาณ 80%

คุณโอได้กล่าวว่า หัวใจหลักในการอนุบาลลูกปลากะพง คือ ความใส่ใจในการสังเกตปลา เฝ้าระวังปลา และในช่วงเปลี่ยนถ่ายระหว่างฤดูกาล ซึ่งจะมีบางช่วงที่มีเชื้อโรคบางตัวบูมขึ้นมาได้ในอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ต้องมีการคอยสังเกตทุกวัน หรืออาการของปลาที่มีการกินอาหารน้อยลง หรือลักษณะต่างๆ ที่ผิดปกติจากเดิม

“ลูกพันธุ์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” คุณโอได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่า ถ้าลูกพันธุ์ปลาดี อัตราการรอดก็จะดี ความสมบูรณ์หรือความแข็งแรงของปลาก็จะสมบูรณ์ การเลี้ยงหรือการจะทำอะไรก็จะสะดวกและสบายยิ่งขึ้น ในนิยามนี้สามารถใช้ได้กับการเลี้ยงหรือการทำฟาร์มปลาทุกชนิด หรือใครที่สามารถหาหรือมีลูกพันธุ์ปลาที่ดี ความสมบูรณ์พร้อม ก็จะเลี้ยงง่ายกว่าปลาที่ไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ ในการเลี้ยง

คุณโอได้กล่าวว่า จุดเด่น จุดแข็ง ของทางฟาร์ม เราขายที่ปลาไซซ์ที่เต็ม และจะไม่ใช้ยาหรือสารปนเปื้อนที่กรมประมงไม่อนุญาตให้ใช้ตามมาตรการของกรมประมง และอัตราการรอดที่มีมากถึง 80% ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของทางฟาร์ม และทางฟาร์มจะไม่ขายลูกปลาที่เป็นโรค หรือลูกปลาที่ไม่สมบูรณ์ ให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความไม่มั่นใจ และไม่เชื่อใจ ต่อฟาร์มของเรา และถ้าเกิดขายลูกพันธุ์ปลาให้แก่ลูกค้าแล้วภายใน 7 วัน ถ้าลูกพันธุ์ปลามีปัญหา ทางฟาร์มจะมีการเคลมลูกพันธุ์ปลาให้ในส่วนของที่เสียหาย และในส่วนของฟาร์มได้อยู่ร่วมกับ แปลงใหญ่สมาคม

ขอขอบคุณข้อมูล คุณสาธิต รวงผึ้ง (สนิทฟาร์ม)

อ้างอิง : นิตยสารสัตว์น้ำ ฉบับที่ 395