ปี๋แป๋ ลูกใหญ่ได้ราคาดี
ปี๋แป๋ ลูกใหญ่ได้ราคาดี

วงการไม้ผลในประเทศไทยปัจจุบันมีผลผลิตหลายชนิดที่ตลาดมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ ในแง่ของความหลากหลายอาจจะมีมากมายแต่ถ้าพูดถึงความแปลกใหม่ในหลายปีที่ผ่านมาอาจจะขาดช่วงเรื่องความน่าสนใจในจุดนี้ไปบ้าง ไม่ว่าจะเงาะ ทุเรียน ลำไย มะม่วง ชมพู่ ฯลฯ ต่างถูกเรียกว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจพื้นฐานที่แต่ละปีมีตัวเลขในการสร้างรายได้อย่างดีสู่ภาคเกษตรกรและมูลค่าการส่งออกมากมายในระดับประเทศ

ในช่วงปีหลังๆกระแสใหม่ที่เข้ามาทดแทนผลไม้ชื่อดังเก่าๆเดิมๆ ก็เห็นจะมีอินทผลัมในตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการสร้างกระแสให้เป็นที่นิยมหลายคนให้ความสนใจแต่อีกหลายคนก็ยังไม่แน่ใจในเรื่องผลผลิต เพราะพูดถึงอินทผลัมมีกรอบสำคัญในการปลูกคือการเลือกตัวผู้ตัวเมียจึงทำให้พืชตัวนี้ค่อยๆที่จะเติบโตไปแม้ตลาดจะค่อนข้างใหญ่แต่ความนิยมยังต้องค่อยๆพัฒนากันต่อไปแม้แนวโน้มในอนาคตจะมองว่าค่อนข้างดีทุกวันนี้ก็มีเกษตรกรมากมายเริ่มหันมาสนใจมากขึ้นรวมถึงมีบริษัทต่างๆ เข้ามาส่งเสริมในเรื่องการปลูกและรับซื้อผลผลิตกันอย่างชัดเจน

แต่ในระหว่างที่อินทผลัมกำลังสร้างชื่อให้กับตัวเองเพื่อขยับเป็นไม้ผลที่มีความนิยมมากขึ้น “บ้านสวนนันทบุรี ศรีนครน่าน” ของคุณ วิศิษกร์ รัศมีวงศ์ ที่เคยเปิดตัวเรื่องอินทผลัมไปในหลายฉบับก่อน คราวนี้เปิดตัวใหม่อีกครั้งกับผลไม้ดาวรุ่งที่น่าจับตามองชื่อว่า “ปีแป๋”  ความน่าสนใจของ “ปีแป๋” ถือว่าน่าจะเป็นผลไม้มาแรงที่น่าจะฮิตติดตลาดในอนาคตได้ไม่ยาก ด้วยลักษณะการปลูกที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนในเรื่องปุ๋ยและยา ไม่มีคำจำกัดความในเรื่องตัวผู้ตัวเมีย รวมถึงเป็นไม้ผลที่การลงทุนต่อไร่ต่ำแต่ให้ผลตอบแทนในระดับสูงเมื่อเทียบกับพืชไร่พืชสวนทั่วไป

คุณนิติพัฒน์ ผู้ดูแลและจัดการสวน
คุณนิติพัฒน์ ผู้ดูแลและจัดการสวน

ที่สำคัญเป็นพืชที่ในตลาดต่างประเทศรู้จักกันมานานขายได้ในราคาที่ค่อนข้างสูง รวมถึงเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางยาตั้งแต่ผล ดอก ใบ ราก เป็นส่วนประกอบในตำรายาจีนหลายขนาน ดังนั้นการปลูก “ปีแป๋” 1 ต้นเท่ากับว่าเกษตรกรมั่นใจได้ว่ามีตลาดรองรับแน่นอนไม่ว่าจะตลาดยาหรือว่าตลาดไม้ผล ที่สำคัญสวนนันทบุรี ศรีนครน่านส่งเสริมให้ทุกท่านปลูก “ปีแป๋” เมื่อมีผลผลิตก็ยินดีรับซื้อผลผลิตกลับคืนแก้ปัญหาเรื่องช่องทางตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมืองไม้ผลฉบับแรกของปี 2558 นี้เป็นฉบับแรกที่ได้รับโอกาสในการ “เปิดตัวปีแป๋” ไม้ผลตัวใหม่ที่น่าสนใจของวงการ จากข้อมูลเบื้องต้นที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้หลังจากอ่านจบเชื่อว่ามีหลายคนคงสนใจและอยากปลูกตาม เรามาดูกันดีกว่าว่า “ ปีแป๋ ” ที่ว่านี้น่าสนใจแค่ไหน

ทำความรู้จัก “ ปีแป๋ ” กันก่อนเลยดีกว่า

โลควอท ( Loquat ) หรือ ปี่แป๋ ( Eriobotrya japonica ) เป็นต้นไม้ขนาดกลาง-เล็ก,เป็นไม้ผลพื้นบ้านในประเทศญี่ปุ่น และทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Eriobotrya japonica เป็นพืชในวงศ์ Rosaceae เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น ต้นมีความสูงประมาณ 20 ถึง 30 ฟุต ลำต้นตรง ใบกว้าง ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆ ผิวใบด้านบนเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดง หูใบแบน ดอกช่อ ปกคลุมด้วยขนสั้นๆสีน้ำตาลแดง ไม่มีก้านดอก มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงมีขนละเอียดปกคลุม ผลรูปกลมหรือรูปไข่สีเหลืองอ่อนหรือสีส้ม มีขนปกคลุม ผิวเปลือกบาง เปลือกผลฉ่ำน้ำ เมล็ดยาว สีน้ำตาลดำ รสชาติฉ่ำรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยLoquatเป็นชื่อในภาษาอังกฤษภาษาจีนเรียกว่า pipa (ปีแป๋) แต่ในญี่ปุ่นเรียกว่า biva (บีว่ะ)

ถิ่นกำเนิดแท้จริงอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน กระจายพันธุ์ในจีนและญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีปลูกเฉพาะในที่สูง ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานสด ทำแยมหรือเยลลี่ เมล็ดมีรสชาติคล้ายอัลมอนด์ น้ำคั้นจากผลใช้ทำเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ในแอฟริกาตะวันออกใช้เนื้อไม้ทำเครื่องดนตรี ใบมีแทนนิน รสฝาด ใช้แก้อาการท้องเสียและเป็นยาระบาย ผลมี

สมาชิก นิตยสาร เมืองไม้ผล 600 บาท/ปี

เพคตินและโพแทสเซียมสูงมาก

ประวัติการปลูกเริ่มต้นในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว แต่กลับเป็นผลไม้ที่นิยมในราชวงศ์ถัง (618-907) Loquat เริ่มแพร่หลายเข้าไปในไต้หวันด้วยเกษตรกรภาคเหนือและภาคกลางของเกาะ เป็นการปลูกเฉพาะในขนาดที่ค่อนข้างเล็กในตอนแรก แต่เนื่องจากขนาดที่เล็กของผลไม้และจำนวนจำกัดของเนื้อ ปัจจุบัน Loquats ที่ปลูกในภาคตะวันออกและภาคกลางไต้หวันอยู่ในเขต Yilan, Taitung, ไตซุง, Miaoli มณฑลหนานโถว,  Sinshou เมืองไทปิง และเมือง Taichung County ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นพื้นที่การผลิตที่สำคัญ

Loquats สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผลไม้สีทองเพราะสีเหลืองหรือสีส้มที่เป็นรูปไข่หรือรูปกับผิวเรียบหรือนุ่มรอบ มีเนื้อนุ่มที่มีรสชาติหวานและอมเปรี้ยวเล็กน้อย ผลไม้ที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเพราะมีคาร์โบไฮเดรตเส้นใยอาหารแคลเซียมฟอสฟอรัสและเหล็กและยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบีวิตามินซี และแคโรทีนด้วย

อากาศไม่หนาวมากร้อนมากต้นปีแป๋จะชอบมาก
อากาศไม่หนาวมากร้อนมากต้นปีแป๋จะชอบมาก

เรื่องของสายพันธุ์ในแต่ละประเทศ

“ปีแป๋”เป็นไม้พุ่มใบเขียวขนาดเล็ก สูงได้ถึง 20-30 ฟุต ต้นที่มีขนาดใหญ่ ใบด้านบนจะมีสีเขียวเข้ม เหนียวเหมือนหนัง ส่วนด้านล่างใบจะมีสีคล้ายสนิม ซึ่งเป็นลักษณะของพืชเมืองร้อน ดอก มีสีขาว ออกช่วงปลายปี มีกลิ่นหอมมาก และดอกจะร่วงหล่นในช่วงเริ่มต้นของฤดูหนาว และจะเริ่มให้ผลสีส้มในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผลมีรสหวานและมีกลิ่นเฉพาะ

Loquat ( ปีแป๋ ) มีการปรับปรุงสายพันธ์ เพื่อเพิ่มขนาดและคุณภาพของผลไม้มาอย่างยาวนานว่ากันว่าอาจจะมีถึงกว่า  800 สายพันธุ์ที่ทำการทดลองแต่ในจำนวนนี้อาจจะมีไม่กี่สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและนำมาปลูกกันแพร่หลายในต่างประเทศปัจจุบันแต่ละสายพันธุ์ของ Loquatในแต่ละประเทศจะมีลักษณะต่างกันเช่นในจีน Loquat  จะมีใบเรียว ลักษณะผลคล้ายลูกแพร์คือเกือบกลม มีความหนา ผิวสีส้ม เนื้อสีส้มไม่ฉ่ำมาก เมล็ดมีขนาดเล็กและจำนวนมาก ส่วนในญี่ปุ่นพัฒนามีการพัฒนาให้เป็นใบด่างมูลค่าต้นพันธุ์ราคาค่อนข้างสูง ใบแผ่กว้าง ผลเป็นรูปไข่ มักมีสีซีดเหลือง เนื้อสีขาวฉ่ำมาก เมล็ดก็มีขนาดใหญ่และมีจำนวนไม่มาก นอกจากนี้ก็ยังมีสายพันธุ์ในไต้หวันซึ่งผสมผสานใบสวยงามแผ่กว้างแบบญี่ปุ่น เนื้อสีส้มฉ่ำ มีความหวาน จำนวนเมล็ดไม่มากและเป็นสายพันธุ์ที่บ้านสวนนันทบุรีศรีนครน่านนำมาขยายพันธุ์ต่อในประเทศไทย

ปีแป๋ เจริญเติบโตง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดดีที่สุด

“ ปีแป๋ ” เป็นต้นไม้ที่โตง่าย พบเห็นในลักษณะของไม้ประดับได้ทั่วไป ในสภาพอากาศอบอุ่น ที่มีแสงแดดเต็มที่ สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่อบอุ่นรวมถึงเมืองร้อนในประเทศไทย แต่ถ้าเจอกับแหล่งที่มีอากาศหนาวเย็นมากๆอาจทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้อุณหภูมิโดยประมาณที่เรียกว่าพอเหมาะคือประมาณ 27 องศาเซลเซียส

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดจะดีที่สุดเพราะระบบรากจะมีความแข็งแรงมากกว่าการปักชำและการตอนแม้เมล็ดต้น

“ปีแป๋”จะมีอัตราการงอกค่อนข้างดีก็ควรเพาะเมล็ดในที่ร่มด้วยการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆห่อหุ้มเมล็ดไว้จะได้อัตราที่ดีกว่าปล่อยตามธรรมชาติ

ราคาต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ดต้นปีแป๋พันธุ์จากไต้หวันต้นละ 800 บาท แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์จากญี่ปุ่นจะราคาสูงถึงต้นละ 2,000บาท บาทเลยทีเดียว

ใช้การปลูกในรองซีเมนต์ผ่าครึ่งซึกแบบเดียวกับอินทผลัม
ใช้การปลูกในรองซีเมนต์ผ่าครึ่งซึกแบบเดียวกับอินทผลัม

ปีแป๋ ดูแลไม่ยาก..ใช้สูตรชีวภาพ…ห่างไกลจากการใช้สารเคมี

ต้นปีแป๋ที่บ้านสวนนันทบุรีศรีนครน่านนำมาปลูกในปัจจุบันอายุต้น3ปีเริ่มมีช่อดอกออกมาให้เห็นกันบ้างแต่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ซึ่งระยะเวลาที่น่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น่าจะเริ่มในปีที่ 5 ที่เริ่มให้ผลผลิตออกมาบ้างซึ่งการดูแลและการบำรุงรักษาต้นปีแป๋นั้นถือเป็นพืชที่ดูแลไม่ยากความจริงสามารถปลูกแล้วปล่อยไปตามธรรมชาติได้แต่ถ้าดูแลให้ดีๆ จะให้ผลผลิตที่ดีกว่าการปล่อยปละละเลยกว่าเท่าตัว พื้นที่เหมาะสำหรับการปลูกนั้นแนะนำว่าควรเป็นพื้นที่ไหล่เขาจะเหมาะที่สุด อย่างไรก็ตามปีแป๋เองก็สามารถปลูกในพื้นที่ราบได้เช่นกันแต่ต้องไม่มีน้ำท่วมขัง ปัจจุบันก็มีการทดลองเอาไปปลูกในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางซึ่งก็ให้ผลผลิตที่ดีแต่ยังไม่เทียบเท่าพื้นที่ไหล่เขาในเรื่องอัตราการเจริญเติบโต

การปลูกที่สวนนันทบุรีศรีนครน่านแนะนำคือระยะห่างประมาณ 5×5 เมตรเป็นการปลูกในรองซีเมนต์ที่จะให้ผลดีกว่าการปลูกแบบลงดินทันทีเพราะข้อดีของการลงบ่อซีเมนต์คือสามารถจำกัดพื้นที่ของรากให้สามารถหาอาหารได้ง่ายขึ้น น้ำและปุ๋ยชีวภาพที่ให้ไปก็จะไม่กระจัดกระจายไปไหน โดยเฉพาะถ้าเป็นการปลูกในพื้นที่ไหล่เขาการรดน้ำหรือให้ปุ๋ยจะไหลผ่านไม่เก็บกักเอาไว้ที่ต้นทำให้การเจริญเติบโตช้ากว่า เป็นเทคนิคสำคัญประการหนึ่งที่ทางสวนนันทบุรีแนะนำให้กับเกษตกรที่สนใจ

ต้นที่เริ่มเอามาปลูกนั้นจะเป็นต้นที่มีความสูงประมาณ 25 ซม. มีใบประมาณ 3 ใบ หลังจากทำรองซีเมนต์รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเรียบร้อยก็สามารถใส่ต้นกล้าลงไปในช่วง 1 เดือนแรกต้องให้น้ำทุกวันเพื่อให้ต้นกล้าไม่ตกใจหรือเรียกง่ายๆว่าให้ต้นกล้าที่ออกจากถุงชำลงสู่ดินเดินรากได้อย่างสะดวกเพื่อการหาอาหารได้อย่างสมบูรณ์ พอหลังจากผ่าน 1 เดือนไปแล้วระยะเวลาในการให้น้ำก็อาจจะห่างมากขึ้นจากทุกวันก็อาจจะเพิ่มเป็น 2-3 วันครั้งก็ได้ ส่วนการให้ปุ๋ยจะเน้นในเรื่องของ “ชีวภาพ” หลักๆก็คือการให้ “จุลินทรีย์หน่อกล้วย” กับ “ฮอร์โมนไข่” ผสมน้ำฉีดพ่นไปในอัตราส่วนอย่างละ 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ในระยะเวลาประมาณ 15 วัน/ครั้ง (เดือนละ 2 ครั้ง) ต่อเนื่องกันไปจนถึงระยะที่เก็บผลผลิตได้ การบำรุงทั้งในช่วงออกดอกหรือติดผลเล็กก็เน้นแค่จุลินทรีย์หน่อกล้วยและฮอร์โมนไข่เท่านั้นไม่แนะนำให้ใช้เรื่องปุ๋ยเคมีหรือฉีดพ่นสารเคมีใดๆ เพิ่มเติมทั้งนี้เพราะปีแป๋เป็นผลไม้

ที่สามารถให้คุณค่าทางยาควบคู่ไปกับการทานผลสด ดังนั้นจึงชูประเด็นเรื่อง ความปลอดภัยของผู้บริโภค เป็นสำคัญเพื่อให้ตอบโจทย์กับกระแสการบริโภคเพื่อสุขภาพที่กำลังนิยมในปัจจุบัน

ฤดูกาลของปีแป๋ออกผลผลิตปีละครั้ง แบ่งเป็น 4 รุ่น เริ่มได้ตั้งแต่กุมภาพันธ์-เมษายน 4 รุ่นที่ว่านี้ก็อยู่ในระยะ 3 เดือนพอหมด 3 เดือนก็เริ่มฟอร์มต้นใหม่ เกษตรกรสามารถเข้าไปดูแลเรื่องการตัดแต่งกิ่งและบำรุงต้นได้ในช่วงนี้และจะไปเริ่มติดดอกอีกครั้งในประมาณเดือนสิงหาคม และก็จะเริ่มมาติดผลอ่อนมาเต็มที่เดือนกุมภาพันธ์ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดได้

สำหรับปัจจัยเรื่องอากาศคือไม่เย็นเกินไปไม่ร้อนเกินไป อุณหภูมิต่ำสุดไม่ควรน้อยกว่า 12 องศา ร้อนสุดไม่ควรเกิน 35 องศา แต่ที่จังหวัดน่านนั้นถ้าไม่ใช่ฤดูหนาวอากาศร้อนมากก็ต้องให้สปริงเกอร์ในการลดอุณหภูมิของอากาศโดยการใช้น้ำฝอยเข้ามาช่วยรักษาอุณหภูมิ ส่วนฤดูฝนก็ต้องพยายามอย่าให้น้ำท่วมรากต้องคอยดูแลให้ดี แม้ดูว่าเป็นพืชที่ไม่ต้องการดูแลมาก แต่ถ้าดูแลดีก็ให้ผลผลิตดี ผลผลิตต่างกัน เรียกว่าครึ่ง/ครึ่งทีเดียว

การปลูกปีแป๋เหมาะสมสำหรับที่ลาดชันเชิงเขาที่สุด
การปลูกปีแป๋เหมาะสมสำหรับที่ลาดชันเชิงเขาที่สุด

เรียนรู้เป็นสังเขปเรื่องจุลินทรีย์หน่อกล้วยและฮอร์โมนไข่

จากที่เราพูดถึงไปในเรื่องจุลินทรีย์หน่อกล้วยและฮอร์โมนไข่เกษตรกรหลายคนรู้จักแต่อาจจะมีบางคนที่ยังไม่รู้จักเดี๋ยวเราจะมาแนะนำให้รู้จักชีวภาพทั้งสองตัวนี้กันสักหน่อยว่ามีประโยชน์อย่างไรกับการปลูกพืชแบบไม่ง้อสารเคมี

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย เป็นสิ่งที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง โดยสามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ ขุดหน่อกล้วยต้นสมบูรณ์ที่ไม่เป็นโรคขนาดหน่อใบธงหรือใบหูกวาง  สูงไม่เกิน 1 เมตร  เอาเหง้าพร้อมรากให้มีดินติดรากมาด้วย  สับหรือบดให้ละเอียดโดยไม่ต้องล้างน้ำแล้วนำมาคลุกกับกากน้ำตาลในอัตราส่วนเป็นน้ำหนักหน่อกล้วย  3 ส่วน  ต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน  เช่น  หน่อกล้วย 3 กิโลกรัม  ใช้กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม  ถ้าหน่อกล้วย 6 กิโลกรัม  ใช้กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม  เป็นต้น  หมักในภาชนะพลาสติกที่มีฝาปิดเก็บไว้ในร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก  จากนั้นคนเช้าคนเย็นทุกวันจนครบ 7 วัน  แล้วคั้นเอาน้ำออกเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน

จุลินทรีย์หน่อกล้วยมีความสำคัญในการเร่งการเจริญเติบโต ช่วยย่อยสลายฟางและเศษวัสดุต่างๆให้กลายเป็นปุ๋ยสำหรับพืช จุลินทรีย์หน่อกล้วยสามารถนำไปขยายเป็นสูตรต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการเกษตรมากมายมีหลายสูตรให้สามารถไปประยุกต์ใช้ได้เช่น

จุลินทรีย์หน่อกล้วย (สูตรหัวเชื้อ)

มีประโยชน์ในการปรับปรุงดิน ปรับสภาพน้ำ ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เร่งการเจริญเติบโตของพืช ย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ

จุลินทรีย์หน่อกล้วย (สูตรขยาย)

มีประโยชน์ในการไล่แมลงเป็นสำคัญ

จุลินทรีย์หน่อกล้วย (สูตรเร่งต้น)

ช่วยในการเร่งต้นเร่งใบทำให้เจริญเติบโตได้อย่างงอกงามมากยิ่งขึ้น

จุลินทรีย์หน่อกล้วย (สูตรปรามโรค)

ใช้ป้องกันและกำจัดเชื้อรา ใบจุด ใบเหลือง รากเน่า ใช้รักษาแผลสด แผลเปื่อยได้เช่นกัน

ฮอร์โมนไข่

โดยการหมักกากน้ำตาล ไข่ไก่สดและจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ซึ่งส่วนผสมทั้งสามชนิด ผสมกันได้อย่างลงตัวทำให้ฮอร์โมนไข่ มีสารอาหารที่อยู่ในรูปของคาร์บอนและอื่นๆที่เป็นประโยชน์ ต่อพืชอย่างมากมาย

ประโยชน์ของฮอร์โมนไข่ จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต กระตุ้นตาดอกผลดก ลดการหลุดร่วงของผล กระตุ้นการแตกยอด ลดดินทำให้ดินร่วนซุย เพิ่มจุลินทรีย์ในดินและเสริมสร้างการย่อยอินทรีย์วัตถุในดิน  ทำให้พืชแข็งแรง ป้องกันเพลี้ย หนอน ไร และเชื้อราต่างๆได้ดีอีกด้วย เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด อัตราส่วนในการใช้ ฮอร์โมนไข่ 10-20 ซีซี.ต่อ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นช่วงแดดอ่อนๆ แบบชุ่มโชกทั้งบนใบและใต้ใบ ทุกๆ 5-7 วัน หรือราดรดลงดิน ในอัตราส่วน 30-50 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดรดให้ทั่วทรงพุ่ม 10-15 วัน

เป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่สามารถทำราคาในตลาดได้สูงกว่า 200 บ./กก.

คุณ วิศิษกร์ รัศมีวงศ์เจ้าของสวนนันทบุรีศรีนครน่านมองเรื่องการตลาดของ “ ปีแป๋ ” ว่าช่องทางการค้าที่สำคัญคือการทำตลาดระดับบนเนื่องจากถ้าดูราคาการจำหน่ายในไต้หวันราคาขายประมาณ 100-300 บ./กก. ปีแป๋ในไต้หวันเองก็มีการส่งไปจำหน่ายได้ทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์การส่งเสริมให้เกษตรกรในประเทศได้ปลูกพืชตัวนี้นั้นถ้าเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพแย่ที่สุดก็ยังสามารถรับซื้อจากเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 20 บ./กก. นั้นหมายถึงเป็นการเพาะตามธรรมชาติไม่ดูแลรักษาปล่อยไปตามดินฟ้าอากาศแต่ถ้าเป็นระบบการดูแลที่ดีที่เอาใจใส่ผลผลิตก็จะยิ่งมีคุณภาพมากปริมาณผลผลิตต่อต้นคำนวณว่าจะอยู่ที่ประมาณ 30-40 กก./ต้น (อายุต้น 5-7 ปีขึ้นไป) ราคาที่ทางสวนนันทบุรีฯประเมินไว้ขั้นต่ำคือ 100 บ./กก. ถ้าผลผลิตมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นผิวสวยรสชาติดีราคารับซื้อก็สามารถเพิ่มได้อีกกว่าเท่าตัวไม่ต่ำกว่า 200 บ./กก. ถ้าเกษตรกรเอามาขายแบบราคาขั้นต่ำที่ 100 บ. ถ้าคิดต้นละ 30 กก. ก็จะขายได้ผลผลิตได้ต้นละ 3,000 บ. แต่ถ้ามี 100 ต้นก็เท่ากับ 300,000 บ./ปี โดยใช้เนื้อที่เพียง 2 ไร่เท่านั้น (1 ไร่ ปลูกได้ ประมาณ 50 ต้น)

ทั้งนี้การทำผลผลิตอย่างปีแป๋ให้มีคุณภาพก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเพราะการดูแลไม่ยุ่งยากหลังจากเปิดดอกเต็มที่ ระยะเวลาประมาณ 90 วันจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เกษตรกรก็เพียงแค่ห่อผลปีแป๋ด้วยถุงคาร์บอนเพื่อให้ผิวเปล่งปลั่งสวยงามป้องกันแมลงและแสงแดดมารบกวน

นอกจากการทานเป็นผลสดแล้วปีแป๋ยังสามารถนำมาแปรรูปได้อีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้ แยม หรือเจลลี่ซึ่งมีการทำอย่างแพร่หลายในต่างประเทศสามารถเพิ่มมูลค่าให้สูงมากขึ้นได้อีกหลายเท่าตัวทีเดียว

น้ำชาจากใบปี๋แป๋
น้ำชาจากใบปี๋แป๋

เน้นการทำตลาดด้วยทฤษฏี 80:20 มุ่งตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

จากแนวคิดเรื่องความต้องการอาหารที่มีปริมาณมากขึ้นทุกปีดังนั้นภาคการเกษตรจึงเป็นการทำธุรกิจที่ดีที่สุดอะไรก็ตามที่ปลูกแล้วกินได้ก็ต้องสามารถขายได้อย่างแน่นอนเพียงแต่การทำให้สินค้ามีมูลค่าบางครั้งนอกจากเรื่องของคุณภาพที่ต้องนำหน้า วิธีการนำเสนอก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นในญี่ปุ่นเองที่เป็นต้นแบบในการเดินเรื่องราวของสินค้าก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค สินค้าเกษตรญี่ปุ่นไม่ได้เน้นที่เชิงปริมาณแต่เน้นที่คุณภาพและความเป็นมาในกระบวนการผลิตรวมถึงปริมาณที่มีอย่างจำกัดและระยะเวลาที่มีขอบเขตไม่ใช่สิ่งที่จะหากินได้ตลอดทั้งปีเหมือนผลไม้อีกหลายอย่าง

การรอคอยจึงเป็นสิ่งที่กำหนดราคาได้เป็นอย่างดีอย่างปีแป๋เองก็มีประเด็นที่ไม่แตกต่างกันเพราะเป็นผลไม้ที่คนทั่วไปยังไม่รู้จักหลายคนไม่เคยได้ยิน และรอบการผลิตก็มีเพียงแค่ 3 เดือนจากกุมภาพันธ์-เมษายนในแต่ละปี ถ้าเกษตรกรรายใดสามารถเพาะปลูกในช่วงเริ่มต้นนี้ได้การทำตลาดก็จะเป็นเรื่องง่ายแม้จะดูว่าเป็นผลไม้ที่คนไม่รู้จักแต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ในตัวเอง

คุณวิศิษกร์ จึงให้ความสำคัญกับการมองตลาดเป็นเป้าหมายหลักกลุ่มหลักๆที่ทางบ้านสวนนันทบุรีจะทำตลาดด้วยจึงเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังการซื้อสูงตามทฤษฏี 80:20 หมายความว่าตลาดของคนทั่วไปกลุ่ม 80 ที่มีการซื้อสินค้าในราคาที่ไม่แพงมากเป็นสินค้าที่มีอยู่ทั่วไปไม่นิยมสินค้าแปลกใหม่ที่มีราคาสูงกว่าแต่ในกลุ่ม 20 ซึ่งเป็นกลุ่มส่วนน้อยแต่กลุ่มนี้มีกำลังการซื้อสูงและเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสินค้าที่แปลกใหม่และยังไม่เคยมีใครได้กินได้ใช้มาก่อน ยกตัวอย่างเหมือนการซื้อรถธรรมดาราคา หลักแสนคือกลุ่ม 80 ที่มีอยู่มาก แต่รถในราคาเกินสิบล้านก็ยังมีการผลิตออกมาขายได้เพราะคนที่ต้องการยังมีอยู่นั้นก็คือกลุ่ม 20 ที่มีกำลังซื้อสูง ปีแป๋เองก็ใช้แนวทางนี้ในการทำตลาดเป็นการเดินเข้าสู่ตัวแทนจำหน่ายในอนาคตที่เน้นตลาดกลุ่มบนในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ คาดหวังกับกลุ่มที่มีความต้องการในสินค้าใหม่ๆ ซึ่งผ่านไปในระยะหนึ่งถ้าคนเริ่มนิยมกันมากขึ้นตลาดเองก็อาจจะเริ่มแพร่จากข้างบนลงสู่ข้างล่างแต่กว่าจะถึงช่วงเวลาเช่นนั้นน่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีก็หมายความว่าถ้าใครเริ่มต้นทำได้ในช่วงเวลานี้คิดก่อน ทำก่อน ก็รวยได้ก่อน เป็นแนวทางความคิดของมหาเศรษฐีระดับโลกหลายคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ตัวเองสร้างขึ้นมาในทิศทางความคิดที่เรียกว่า “ล้ำสมัย”

เทียบกับพืชตัวอื่นแล้ว “ ปีแป๋ ” ให้ผลตอบแทน/ไร่/ปีสูงกว่ามาก การลงทุนก็ไม่สูง..ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

ความน่าสนใจอีกประการในการปลูกปีแป๋คือการลงทุนที่ไม่สูงมากในพื้นที่ไม่เยอะแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากเทียบกับพืชสวนพืชไร่ตัวอื่นแล้วเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องของกำไร

คำนวณให้เห็นภาพกันง่ายๆการปลูกปีแป๋ 1 ไร่ระยะห่าง 5×5 เมตรปลูกได้ประมาณ 50 ต้น ถ้าปลูก 100 ต้นใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ก็จะได้เงิน 300,000 บ./ปีโดยคิดจากผลผลิตต้นละ 30 กก.และราคารับซื้อขั้นต่ำของผลผลิตคุณภาพที่ 100 บ.เทียบกับพืชตัวอื่นเช่นการปลูกยางในสัดส่วน 1 ไร่แต่ให้ผลตอบแทน/ปีได้ไม่ถึง 100,000 บ. (ระยะเวลาของยางก็ยาวนานกว่าจะให้ผลผลิตได้แต่ของปีแป๋ประมาณ ปีที่ 5 ก็เริ่มให้ผลผลิตเบื้องต้นได้แล้วแต่น่าจะให้ผลผลิตเต็มที่ได้ก็ในปีที่ 7 เป็นอย่างน้อย) แต่ถ้าเป็นปีแป๋ที่คุณภาพดีราคารับซื้อคือ 200 บ.และถ้าได้ผลผลิตเต็มที่คือต้นละ 40 กก. ในพื้นที่ 2 ไร่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่า 800,000 บ.เทียบกับการปลูกยางกว่า 30 ไร่แต่ใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะมีรายได้ในระดับ 800,000 หรือถ้าเทียบกับการปลูกเงาะ 30 ไร่เช่นกัน รายได้แต่ละปีก็ไม่เกิน 500,000 บ. ตามราคาการรับซื้อในตลาดเป็นสำคัญหรือการปลูกข้าวโพดก็เช่นกันในพื้นที่กว่า 10 ไร่แต่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บ.นอกจากผลแล้ว ใบ ดอก ราก ก็สามารถใช้เป็นส่วนประกอบในตำรายาจีนได้อีกด้วย

เมื่อเทียบเคียงกับพืชหลายตัวเช่นนี้แล้วมองภาพออกว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกับเกษตรกรมากเพียงใดการลงทุนของเกษตรกรเองก็ไม่มากนักหลักๆก็คือต้นกล้าที่ซื้อมารวมกับค่าวัสดุการปลูก(รองซีเมนต์) ไม่มีต้นทุนเรื่องปุ๋ยเคมีและสารเคมีใดๆ รวมถึงยังมีแหล่งรับซื้อที่ชัดเจนขอเพียงดูแลใส่ใจทำผลผลิตให้ดีมีคุณภาพรับประกันว่าปีแป๋ที่ปลูกไว้จะกลายเป็นผลไม้ทองคำทำกำไรให้กับเจ้าของสวนได้เป็นอย่างดีทีเดียว

นิตยสาร เมืองไม้ผล
นิตยสาร เมืองไม้ผล

คุณประโยชน์ในด้านสรรพคุณทางยา….รักษาอาการไอ ขับเสมหะได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของต้นปีแป๋นอกจากทานผลสดแล้ว ราก ใบ ดอก ก็สามารถใช้เป็นส่วนประกอบในยาตำราจีนหลายขนานโดยเฉพาะในการรักษาอาการไอเรื้อรังดังจะเห็นได้จากการเป็นส่วนประกอบในยาแก้ไอยี่ห้อดังที่มีวางขายทั่วไปอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ซึ่งผลงานการวิจัยในต่างประเทศที่เกี่ยวกับการใช้ปีแป๋เป็นยามีผลงานการรับรองมากมายสามารถเอามาปรับใช้ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีสำหรับปริมาณสารอาหารที่อยู่ในผลปีแป๋นั้นถ้ามีการแยกเป็นชนิดก็จะได้คุณประโยชน์ต่างๆ ดังนี้

ค่าอาหารต่อ 100 กรัมของส่วนที่กินได้ *

แคลอรี่168มิลลิกรัม                          โปรตีน1.4 กรัม

ไขมัน0.7 กรัม                                   คาร์โบไฮเดรต43.3 กรัม

แคลเซียม70 มิลลิกรัม                        ฟอสฟอรัส126 มิลลิกรัม

เหล็ก1.4 มิลลิกรัม                              โพแทสเซียม1,216 มิลลิกรัม

วิตามิน 2,340 มิลลิกรัม              

* การวิเคราะห์รายงานโดยบริการวิจัยการเกษตรของสหรัฐอเมริกากรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้เพคตินที่มีจำนวนมากในปีแป๋ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการสะสมของสารพิษส่วนเกินในลำไส้ใหญ่ได้ ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการปกป้องจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระและความเครียด ปีแป๋นอกจากใช้เป็นส่วนประกอบในการรักษาอาการไอเรื้อรังอย่างดีจึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งได้อย่างดีอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

สำหรับการใช้ประโยชน์จากใบปีแป๋ในการต้มเพื่อเป็นยาแก้ไอนั้นมีผู้ที่ใช้และเห็นผลมาแล้ว ซึ่งใบปีแป๋ที่ใช้นั้นต้องเลือกเอาใบหนุ่มๆคือไม่แก่ไม่อ่อนเกินไปประมาณ 3 ใบ เอามาล้างทำความสะอาดหลังใบที่มีขนอ่อนออกให้หมดแล้วต้มในหม้อใบใหญ่ๆ ใช้กินต่างน้ำประมาณ 2 เดือนต่อเนื่องจะเริ่มเห็นผล จากผู้ใช้ที่มีปัญหาในเรื่องระบบประสาทไม่สั่งการกินข้าวไม่ได้ ไอตลอดเวลาก็ปรากฏว่าสามารถรับประทานอาหารได้ อาการไอหายไป การต้มใบปีแป๋นี้ถ้าต้องการเสริมรสชาติก็อาจใช้น้ำผึ้งผสมทีละแก้วก่อนรับประทานก็จะช่วยให้ชุ่มคอได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

ปี๋แป๋ ลูกใหญ่ได้ราคาดี
ปี๋แป๋ ลูกใหญ่ได้ราคาดี

ทิศทางและอนาคตของ “ ปีแป๋ ” ในการเป็นไม้ผลดาวรุ่งตัวใหม่ของวงการ

นับถึงตอนนี้คนจำนวนมากไม่รู้จัก “ ปีแป๋ ” แต่ด้วยสรรพคุณและรสชาติที่โดดเด่นเป็นได้ทั้งผลไม้และยาตามธรรมชาติเชื่อว่าด้วยกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรงในขณะนี้และต่อเนื่องในอนาคตถ้าใครได้เคยสัมผัสกับปีแป๋แล้วจะต้องหลงใหลในรสชาติยิ่งถ้ามาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ในอนาคต อาจจะทำให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้นความนิยมจะต้องมากขึ้น รวมถึงการปลูกและการลงทุนก็ไม่เยอะมากมายนักเมื่อเทียบกับพืชตัวอื่นๆ เชื่อว่าถ้าเกษตรกรมีการศึกษาในพืชตัวนี้ดีพอจะเห็นทิศทางว่าสดใสเป็นอย่างมาก และถ้าสามารถเริ่มต้นปลูกได้ก่อนผลผลิตออกมาได้ก่อนโอกาสที่จะทำกำไรก็มีสูงมากหากรอให้ปลูกกันเยอะๆเพื่อดูตลาดถึงเวลานั้นสินค้าอาจจะมีมากจนไม่สามารถทำราคาได้เรียกว่าการช่วงชิงผู้นำการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ คิดก่อน ทำก่อน รวยก่อน ทุกคนครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ: คุณ วิศิษกรณ์ รัศมีวงศ์ และคุณนิติพัฒน์  ชูกล้ากสิกรณ์

89 หมู่ 2 ต.แม่จริม  จ.น่าน  55170  โทร.08-5038-5952 , 08-7300-3440

tags: ปีแป๋ ผีผา การปลูกปีแป๋ กิ่งพันธุ์ปีแป๋ ชาปีแป๋ จุลินทรีย์หน่อกล้วย การเพาะเมล็ดปีแป๋ ปีแป๋ ผีผา การปลูกปีแป๋ กิ่งพันธุ์ปีแป๋ ชาปีแป๋ เมล็ดพันธุ์ปีแป๋

[wpdevart_like_box profile_id=”108666299214543″ connections=”show” width=”300″ height=”220″ header=”big” cover_photo=”show” locale=”th_TH”]

สนับสนุนโดย