คุณตุ๊กและคุณพ่อ ช่วยกันทำนา ข้าวออแกนิค โดยวิธีการดำนา
คุณตุ๊กและคุณพ่อ ช่วยกันทำนา ข้าวออแกนิค โดยวิธีการดำนา

ในยุคปัจจุบันผู้บริโภคหันมาสนใจในเรื่องสุขภาพเป็นอันดับแรก ทีมงานพลังเกษตรขอพาผู้อ่านมารู้จักการทำนา ข้าวออแกนิค ของ คุณชนกวนันท์ รักชีพ (คุณตุ๊ก) และคุณพ่อสุธา นิติภานนท์ ในนาม สุธาทิพย์ฟาร์ม 

คุณสุธา นิติภานนท์ เดิมทีมีที่นาอยู่แล้วที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นเจ้าของนาที่ไม่เคยทำนาเอง ในการปลูกข้าวก่อนหน้านี้ที่มีการประกันราคาข้าว ทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดี แต่ปัจจุบันชาวนากลับอยู่ไม่ได้ เนื่องจากการทำนานั้นมีต้นทุนที่สูงขึ้นเกือบจะเท่ากับราคาขายข้าว

1.คุณตุ๊กกับคุณพ่อสุธา
1.คุณตุ๊กกับคุณพ่อสุธา

เป้าหมายของผมไม่ได้ทำโรงสีเพื่อเป็นอาชีพหลักในการหารายได้ แต่ตั้งใจจะช่วยเหลือกลุ่มชาวนา

ผมคิดว่าน่าจะเปิดโรงสีเพื่อที่จะได้ซื้อข้าวชาวนาและมีการสีขายออกไป ชาวนามาขายข้าวผมได้ราคาดีกว่าโรงสีอื่นๆ เพราะว่าเป้าหมายของผมไม่ได้ทำโรงสีเพื่อเป็นอาชีพหลักในการหารายได้ แต่ตั้งใจจะช่วยเหลือกลุ่มชาวนาแถวๆ บ้าน ด้วยเหตุผลนี้จึงก้าวเข้ามาทำนา คุณสุธาได้เล่าถึงสาเหตุที่ตนหันมาทำนา

2.แปลงนา สามารถเป็นพื้นที่สนามเด็กเล่นให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย
2.แปลงนา สามารถเป็นพื้นที่สนามเด็กเล่นให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย

จุดเริ่มต้นการปลูกข้าว

ด้วยความที่คุณสุธาไม่เคยทำนาด้วยตนเอง ในการปลูกข้าวช่วงแรกจึงคิดว่าตนนั้นจำเป็นต้องหาประสบการณ์ก่อน จึงจะสามารถพัฒนาที่ดินที่ตนมีอยู่ได้ จากพื้นที่นาที่เคยมีการปลูกข้าวแบบใช้สารเคมี คุณสุธาก็เล็งเห็นว่าการทำนาระบบออแกนิคจะช่วยฟื้นฟูให้ดินกลับมาสมบูรณ์ได้อีกครั้ง และยังช่วยให้ผลผลิตข้าวนั้นปลอดสารเคมีอีกด้วย

จากนั้นเมื่อตนคิดว่าพร้อมสำหรับการทำนาด้วยตนเองแล้ว จึงหันมาทำในช่วง 2-3 ปีแรก ผลผลิตข้าวที่ออกมายังไม่เป็นออแกนิค 100% เนื่องจากยังมีสารเคมีตกค้างอยู่ในดินอยู่ แต่หลังจากนั้นมาในระยะเวลา 1-2 ปี พื้นที่ตรงนั้นก็เริ่มกลับเข้าสู่ปกติ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ผลผลิตที่ได้ก็เริ่มกลายเป็นแบบออแกนิคเต็มตัว

จากนั้นทางทีมงานก็ได้ซักถามความคิดเห็นของคุณตุ๊กว่า เพราะเหตุใดคุณตุ๊กจึงหันมาทำนา คุณตุ๊กจึงเล่าว่า “เดิมทีคุณพ่อได้ทำอยู่แล้ว ลูกๆ ทุกคนก็มีความสนใจ คุณพ่อก็อนุญาตให้ลงมือทำ คุณตุ๊กมีการพิสูจน์ตัวเองว่าสนใจจริงๆ ในการทำนา คุณพ่อจึงแบ่งนาบางส่วนให้พี่สาวและคุณตุ๊กดูแล อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณพ่อเอ็นดูหลาน (น้องแพรวและน้องภูมิ) ท่านจึงให้ที่นาเพื่อให้เราได้ทำมาหากินเลี้ยงลูก และที่นานั้นก็กลายเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กๆ ได้อีกด้วย”

3.ข้าวหอมปทุม ของสุธาทิพย์
3.ข้าวหอมปทุม ของสุธาทิพย์
ราคาข้าวหอมปทุม 70 บาท ข้าวไรซ์เบอรี่ 140 บาท และข้าวสุโขทัย 2 60 บาท
ราคาข้าวหอมปทุม 70 บาท ข้าวไรซ์เบอรี่ 140 บาท และข้าวสุโขทัย 2 60 บาท

ด้านตลาดและช่องทางจำหน่ายผลผลิตข้าว

สุธาทิพย์ฟาร์มไม่ได้ทำข้าวสุขภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากพันธุ์ข้าวไรซ์เบอรี่แล้ว ยังมีข้าวพันธุ์หอมปทุม และสุโขทัย อีกด้วย โดยราคาของผลิตภัณฑ์ข้าวของสุธาทิพย์ฟาร์ม ได้แก่

ข้าว 3 สายพันธุ์ ที่คุณสุธาและคุณตุ๊กปลูก

1)ข้าวไรซ์เบอรี่ ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่เพื่อสุขภาพ ข้าวไรซ์เบอรี่ 140 บาท/กิโลกรัม

2)ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมพันธุ์ใหม่ของไทยที่มีความหอม นุ่มคล้ายข้าวหอมมะลิ ราคาขาย 70 บาท/กิโลกรัม

3)ข้าวสุโขทัย 2 ราคาขาย 60 บาท/กิโลกรัม

4.สภาพแปลงนาที่ไม่ใช้สารเคมี
4.สภาพแปลงนาที่ไม่ใช้สารเคมี

การจัดตั้งกลุ่ม

ด้วยผลผลิตข้าวที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดกลาง แต่ยังไม่สามารถขยายไปสู่ตลาดระดับห้างสรรพสินค้าได้ ดังนั้นคุณสุธาจึงมีเป้าหมายในการจัดตั้งกลุ่ม ก็เพื่อเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้เพียงพอ มีการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ของกลุ่มทั้งหมดจำนวน 2,000 ไร่เศษๆ กลุ่มส่วนใหญ่จะอยู่แถบภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ดังนี้

  • กลุ่มอุตรดิตถ์ 3 กลุ่ม
  • กลุ่มสุรินทร์ 2 กลุ่ม
  • กลุ่มสุพรรณบุรี 3-4 กลุ่ม
  • กลุ่มเชียงราย 1 กลุ่ม

หลักการในการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร ก็คือ พื้นที่ของสมาชิกทั้งหมดจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 150 ไร่ และต้องมีการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสม ให้มีสารเคมีตกค้างในดินน้อยที่สุด แน่นอนว่า ข้าวรุ่นแรกที่ปลูกได้จะยังไม่ใช่ ข้าวออแกนิค ที่แท้จริง และต่อจากนั้นจะต้องไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้มีการลักลอบใส่สารเคมี

ซึ่งในบางครั้งก็มีเกษตรกรบางคนที่แอบใช้สารเคมี แล้วก็จะมีพวกเกษตรกรคนอื่นมาฟ้อง เพราะว่าการที่เกษตรกรเพียง 1 คน แอบใช้สารเคมี ก็จะส่งผลต่อเกษตรกรในกลุ่มเดียวกันไปด้วย ทำให้ผลผลิตข้าวของคนอื่นๆ ไม่สามารถขายได้ ดังนั้นคุณสุธาจึงต้องมีการลงไปตรวจสอบแปลงนาด้วยตนเอง โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะมีการไปเยี่ยมประมาณ 2 ครั้ง ภายใน 4 เดือน คุณสุธาได้บอกเหตุผลของการออกไปเยี่ยมเกษตรกรว่าการไปเยี่ยมเกษตรกรไม่ใช่เพียงแค่ต้องไปตรวจสอบอย่างเดียว แต่ต้องมีการเจอกัน ทำให้เกิดความผูกพัน ความอบอุ่น ในกลุ่มอีกด้วย

“ทุกคนน่าจะทำนาแนวออแกนิค เพราะสินค้าที่ดีย่อมได้ราคาดี เป็นสินค้าที่เป็นธรรมชาติ ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ จะเป็นของที่ทุกคนต้องการ ทุกอย่างที่ผิดธรรมชาติย่อมไม่มีคนต้องการ แต่ว่าการทำนาใช้สารเคมีเป็นสิ่งที่ล่อใจ ชาวนาที่ทำการเกษตรรายได้ในการผลิตจะเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ควรมาจากสิ่งที่แอบแฝง หรือเราไปพัฒนาด้วยสารเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตขึ้นมา คือ คุณต้องคิดตามความต้องการในเรื่องของผลตอบแทน อาจจะไม่ต้องมีรายได้จากการทำนามากนัก เพื่ออนาคตของคุณเอง และอนาคตของคนอื่นๆ ด้วยที่อยู่รวมกัน” คุณสุธาได้ให้แง่คิด และพูดถึงข้อดีของการทำนาออแกนิค

5.คุณตุ๊กและคุณพ่อ ช่วยกันทำนา โดยวิธีการดำนา
5.คุณตุ๊กและคุณพ่อ ช่วยกันทำนา โดยวิธีการดำนา
เครื่องสีข้าวที่ใช้
เครื่องสีข้าวที่ใช้

เทคนิคการทำนาออร์แกนิค ตามแบบฉบับของสุธาทิพย์ฟาร์ม

สุธาทิพย์ฟาร์ม มีวิธีการทำนาอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ

1.การทำนาหว่าน

2.การทำนาดำ

โดยคุณสุธาเอง บอกว่า การทำนาดำ เป็นการทำนาที่ดีที่สุด เป็นการปลูกที่ได้ระยะ และลดการเกิดโรคระบาดในแปลงนาได้

ส่วนต้นทุนการทำนาต่อไร่อยู่ที่ประมาณ 8,000-12,000 บาท เพราะการทำนาแบบระบบออแกนิคจะยังไม่สามารถควบคุมปริมาณข้าวที่จะเก็บเกี่ยวได้ 100% ซึ่งผลผลิตข้าวที่เคยได้อยู่ที่ประมาณ 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ สูงสุดได้ถึง 700 กิโลกรัมต่อไร่

เมื่อได้ผลผลิตข้าวมาแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับต่อไป ก็คือ การสีข้าว ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้โรงสีของมูลนิธิชัยพัฒนาช่วยในการสีข้าวอยู่ เนื่องจากทางมูลนิธิชัยพัฒนามีการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีเหมือนกัน และคุณสุธาเองก็มีเครื่องสีข้าวขนาดย่อม จาก บริษัท นาทวีเทคโนโลยี จำกัด โดยมีกำลังการผลิต 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ไว้ใช้ในครัวเรือนอีกด้วย

ปัจจุบันคุณสุธาได้ลงทุนในการทำโรงสีเป็นของตัวเองอยู่ และเนื่องด้วยโรงสีต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ จึงต้องใช้งบประมาณมาก และใช้เวลาพอสมควร

6.สารชีวภาพที่ใช้ในนาข้าว
6.สารชีวภาพที่ใช้ในนาข้าว

ปัญหาและอุปสรรคในแปลงนาออแกนิค

โรคและแมลง เป็นสิ่งที่คุณสุธากับคุณตุ๊กเจอ และส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน แต่ด้วยความที่เป็นแปลงนาแบบออแกนิค ไม่สามารถกำจัดได้โดยสิ้นเชิง จึงใช้วิธี “ระบบทำนาใจดี” คือ ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปล่อยให้ศัตรูพืชกัดกินข้าวบ้าง และให้แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน เป็นตัวช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชเอง คุณสุธาได้เปรียบเทียบความแตกต่างของการใช้และไม่ใช้สารเคมีว่า “การทำนาระบบออแกนิคในการหยุดศัตรูพืชไม่เหมือนกับการหยุดด้วยสารเคมี การทำนาระบบออแกนิคลงมือฉีดวันนี้ แต่ผลที่จะได้รับ คือ อีก 1 อาทิตย์ ศัตรูพืชจึงจะตาย ออแกนิคได้ผลช้ากว่าเคมี แต่ดีมากในทุกๆ ด้าน”

การควบคุมสิ่งที่เจือปนมาจากน้ำและอากาศ เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุด น้ำมีความจำเป็นต้องใช้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับทุกคนที่ทำการเกษตร นาออแกนิคจึงไม่สามารถปลูกได้ทุกๆ ไร่ บางครั้งต้องเสียพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อให้สารเคมีสลายตัว จึงจะสามารถนำมาทำนาออแกนิคได้ใหม่

อากาศ เพราะนาออแกนิคเป็นนาเปิด เมื่อมีลมพัดแรงจะส่งผลต่อต้นข้าว อาจทำให้ต้นข้าวล้มได้ วิธีแก้ไข คือ การทำแนวกันชน ปลูกต้นไม้ตามคันนา ซึ่งสามารถช่วยได้พอสมควร

ความแห้งแล้ง ส่วนใหญ่จะเกิดที่ภาคอีสาน และทางภาคเหนือ แต่ในภาคกลาง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเขตชลประทาน

7.ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ครับ
7.ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ครับ

แนวโน้มในอนาคตของ ข้าวออแกนิค

ในปีนี้จะมีการเพิ่มข้าวหอมมะลิ ให้มาเป็นขาวหอมมะลิออแกนิค และคิดว่าปีนี้ข้าวน่าจะพอวางขายตามห้างสรรพสินค้าแล้ว ถ้าเราวางขายจะต้องใช้ของประมาณ 8 หมื่นกิโลกรัม ตอนนี้เรามีกำลังการผลิตเดือนละ 10,000 เราจะต้องตั้งกลุ่มเพิ่ม มีผลิตภัณฑ์มากขึ้น เฉพาะสายพันธุ์ไรซ์เบอรี่จะมีช่วงขาดมาก เพราะไรซ์เบอรี่จะปลูกได้แค่ 2 ฤดู

ปัจจุบันข้าวที่ขายดีที่สุด คือ ข้าวไรซ์เบอรี่ เพราะเป็นข้าวที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถบำบัดโรคได้หลากหลาย และยังถือว่าเป็นข้าวเพื่อสุขภาพที่คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น

ในอนาคต สุธาทิพย์ฟาร์มมีแนวคิดที่จะปลูกข้าวเหนียว “ข้าวฮาง” หรือเรียกว่า “ข้าวลืมผัว” “ข้าวก่ำ” ซึ่งทางภาคกลางเรียกว่า “ข้าวเหนียวดำ” โดยข้าวฮางที่ว่ามานี้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก ทั้งวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารที่ชื่อว่า “กาบา” มากกว่าข้าวกล้องถึง 15 เท่า

ด้วยการบริโภคข้าวของคนไทย หรือแม้กระทั่งคนเอเชีย ที่มีวัฒนธรรมการบริโภคข้าวเป็นหลัก เพราะข้าวให้พลังงาน และส่วนที่เหลือจากการให้พลังงาน คือ น้ำตาล ถ้าสะสมมากจะทำให้เป็นไขมัน ทำให้เป็นโรคต่างๆ เช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ โรคอ้วน สารพัดโรคที่คนจะเป็น ดั้งนั้นการดูแลใส่ใจ และรักษาสุขภาพ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ “ ข้าวออแกนิค ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย

8.ผลิตภัณฑ์ข้าว 3 ชนิด จากสุธาทิพย์ฟาร์ม
8.ผลิตภัณฑ์ข้าว 3 ชนิด จากสุธาทิพย์ฟาร์ม

เป้าหมายด้านการตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ปัจจุบันข้าวจะขายได้ในกลุ่มของคนรักสุขภาพ ซึ่งปัญหาในเรื่องของลูกค้าไม่มีแน่นอน แต่ปัญหาที่พบเรื่องการตลาด ก็คือ ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะออกสู่ตลาดใหญ่ได้ แต่เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ภายในปีนี้ โดยเป้าหมาย ก็คือ จะมีการนำผลิตภัณฑ์ ( ข้าวออแกนิค ) มาวางขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และจะยังเปิดไปในตลาดภายนอก มีการส่งข้าวขายต่างประเทศ

ซึ่งทางต่างประเทศมีการเสนอขอซื้อผลิตภัณฑ์ของสุธาทิพย์ฟาร์มเอง มีตั้งแต่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ โดยส่วนใหญ่จะได้ข่าวมาจากกลุ่มเพื่อน และลูกค้า ที่บริโภค ข้าวออแกนิค  ส่วนผู้บริโภคข้าวของสุธาทิพย์ฟาร์ม ก็จะมีทุกกลุ่ม ทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ จนถึงผู้สูงอายุ

คุณสุธาได้กล่าวถึงระบบนาข้าวแบบ GAP ว่า “ระบบของเรา คือ ออแกนิค แต่ GAP ยังไม่ใช่ออแกนิค 100% ยังคงใช้สารเคมีได้ แต่ว่า GAP กำหนดวัน 60 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวไม่ให้ใช้สารเคมี เพื่อที่จะให้เคมีที่ใช้ในช่วงแรกเกิดการสลายตัว  เราได้มีการขอ GAP ไป  แต่ถ้าได้มาก็คงไม่กล้าติดโชว์  เพราะ GAP ไม่ใช่หลักการของระบบออแกนิคที่ปลอดสารพิษทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มหว่าน ดำ และเก็บเกี่ยว เมล็ดข้าว”

9.คุณสุธา นิติภานนท์
9.คุณสุธา นิติภานนท์

ทัศนคติของคุณตุ๊ก และคุณสุธา เกี่ยวกับเกษตรกรไทย

AEC ทำให้ตลาดเติบโตขึ้น พัฒนาขึ้น ขยายกว้างขึ้น จะมีการขายของได้มากขึ้น แต่ผลเสีย คือ การที่เราสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราไม่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะมีการเติบโตอย่างไรก็ตาม แต่คุณภาพก็ยังคงเท่าเดิม ต้องรักษาคุณภาพไว้

10.ข้าวไรซ์เบอรี่กำลังออกรวง
10.ข้าวไรซ์เบอรี่กำลังออกรวง ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค ข้าวออแกนิค

ฝากถึงเกษตรกรชาวนาที่ยังใช้สารเคมีในการทำนา

นาทั้งโลกควรเปลี่ยนมาทำระบบ ออแกนิค เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพราะเรามีวิธีอื่นที่ดีกว่า คุณตุ๊ก และคุณสุธา กล่าวว่า “เกษตรกรเขารู้อยู่แล้วว่าทำเคมีเป็นวิธีที่ง่ายสำหรับวันนี้ แต่ว่าในระยะยาวไม่มีผลดีเลย เริ่มตั้งแต่สุขภาพ คนที่ได้รับสารมากที่สุด ก็คือ คนใช้ เพราะว่าเขาอยู่ตรงนั้นทุกวัน ทำนาเคมีอาจเป็นการใช้เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ถ้าลองศึกษา ให้ความรู้ นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

สาเหตุที่เราต้องทำเป็นออแกนิค คือ ด้านสุขภาพ การที่สุขภาพดี ครอบครัวคุณก็ดีขึ้นด้วย ไม่ใช่ดีเฉพาะคุณคนเดียว และข้างๆ รอบๆ บริเวณบ้านคุณก็ดีด้วย เพราะพวกเขาไม่ได้อยากสัมผัสกับเคมี และสุดท้าย คือ ผู้บริโภค เขาก็จะมีสุขภาพดีไปด้วย ถูกหลักการทางโภชนาการต่างๆ ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่า ทำนาออแกนิคแล้วเป็นผลเสีย นี่คือข้อเปรียบเทียบได้ง่ายๆ”

สนใจข้าวออแกนิค คุณภาพดี สามารถติดต่อได้ที่ คุณโอ๋ 08-9990-0224

อ้างอิง : นิตยสารข้าวเศรษฐกิจ

สนับสนุนโดย