ราคายาง ยางพารา ยุทธศาสตร์ยางพารา
ราคายาง ยางพารา ยุทธศาสตร์ยางพารา

ราคายาง เผยสาเหตุที่ราคา ยางพารา ตก และ ยุทธศาสตร์ยางพารา ไทย

ยางพาราเรียกได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของประเทศไทยมาช้านาน เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ในระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งด้านการส่งออก การจ้างงาน ภาคอุตสาหกรรมยาง ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2560) พบว่าในปี 2559 ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราประมาณ 23.2 ล้านไร่ (ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัด)

และสามารถผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน โดยผลผลิตดังกล่าวได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอยู่จำนวน 1.6 ล้านครัวเรือน (หรือ 6 ล้านคน) ประมาณ 3 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 200,000 คน และในแต่ละปี “ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง” สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศไม่น้อยกว่า 400,000 ล้านบาท

1.พื้นที่เพาะปลูกยางพารา
1.พื้นที่เพาะปลูกยางพารา
ที่มา-Rubber-Authority-of-Thailand
ที่มา-Rubber-Authority-of-Thailand

การปลูกยางพารา

 

ถึงแม้ยางพาราจะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย แต่กลับมีปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน คือ  ยางพาราเป็นสินค้าที่ประเทศไทยผลิตได้เป็นอันดับที่ 2 ของโลก แต่ส่งออกได้เป็นอันดับที่ 1 ของโลก และด้วยเหตุที่ยางพาราที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง

โดยโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียงแค่ 14% ส่วนที่เหลืออีก 86% ถูกส่งออกในรูปวัตถุดิบ ทำให้ยางพาราเป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลักเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรอื่นๆ

2.โครงสร้างตลาดยางพารา
2.โครงสร้างตลาดยางพารา

โครงสร้างตลาด ยางพารา

และด้วยเหตุที่โครงสร้างตลาด ยางพารา เป็นแบบตลาดผู้ซื้อน้อยราย ในขณะที่มีผู้ขายจำนวนมาก ส่งผลทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย ในขณะเดียวกัน ราคายาง พาราที่ซื้อขายกันในตลาดโลกยังถูกกำหนดจากราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยที่ 90% เป็นการเก็งกำไร ส่งผลทำให้ราคายางพารามีความผันผวนค่อนข้างมาก

นอกจากนั้นราคายางพารายังได้รับผลกระทบจาก ราคายาง สังเคราะห์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนยางธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมมากกว่าถุงมือยางธรรมชาติ เนื่องจากมีผู้ใช้แพ้ถุงมือประเภทยางสังเคราะห์น้อยกว่า และมีความบางกว่า อีกทั้งราคาต่ำกว่ามาก

ในปัจจุบันเนื่องจากราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยางสังเคราะห์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จึงมีผลทำให้ ราคายาง สังเคราะห์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ผลิตหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติเพื่อลดต้นทุน และในท้ายที่สุดก็มีผลทำให้ ราคายาง ธรรมชาติประสบกับภาวะตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรเดือดร้อน และออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

นอกจากปัญหาเรื่องราคาแล้ว การผลิตยางพาราของไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ส่งผลทำให้จำเป็นต้องตั้งราคาขายสินค้าสูงกว่าคู่แข่งขัน ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางส่วนหนึ่งที่อยู่ในเขตป่าสงวน ทำให้ประเทศผู้นำเข้า

โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศญี่ปุ่น กำหนดมาตรการกีดกันการค้าในรูปแบบของมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (FSC)โดยประเทศเหล่านั้นได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราจากสวนยางที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC เท่านั้น

ในปัจจุบันส่วนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้จำกัดอยู่แค่ไม้ยางพารา แต่ถ้าหากเมื่อใดที่มาตรการกีดกันดังกล่าวลุกลามไปถึงยางแปรรูปขั้นต้น (หรือยางวัตถุดิบ) ก็จะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีของอุตสาหกรรมประมงที่ได้รับผลกระทบจากการที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ให้ใบเหลืองเพื่อเป็นการเตือนอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่ประเทศไทยไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing)

นอกจากนั้นปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานกรีดยาง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นปัญหาท้าทายที่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน

3.การจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา-20-ปี
3.การจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา-20-ปี

การจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี

หากปัญหาและความท้าทายที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้รับการแก้ไขก็จะทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยต้องย่ำอยู่กับที่ เมื่อใดที่มีปัญหา ราคายาง ตกต่ำ เกษตรกรก็จะออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลก็จะต้องออกมาตรการต่างๆ ออกมาเยียวยา

และด้วยเหตุที่มาตรการดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ ทำให้งบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการเยียวยาปัญหายางพาราไม่เกิดประโยชน์ เหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาที่จะต้องมีการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)” เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง

โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้และการส่งออกด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ และมุ่งเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งก็จะมีผลทำให้ปริมาณการส่งออกยางวัตถุดิบลดลง โดยที่มีเป้าหมายเพื่อที่จะลดผลกระทบจากสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำ สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับเกษตรกรฯ และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

เพื่อให้การจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้ากลุ่ม

ภารกิจด้านบริหารทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตเป็นเลขานุการ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในคำสั่งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา

โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตเป็นประธาน และมีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเป็นคณะทำงานและเลขานุการ

4.การประชาพิจารณ์ร่างยุทธศาสตร์ยางพารา
4.การประชาพิจารณ์ร่างยุทธศาสตร์ยางพารา

การประชาพิจารณ์ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ ยางพารา ระยะ 20 ปี เพิ่อแก้ปัญหา ราคายาง

เมื่อคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ ยางพารา ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง การยางแห่งประเทศไทยจึงได้ทำการจัดจ้างให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมาเป็นที่ปรึกษา และได้ร่วมกันจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ ยางพารา ระยะ 20 ปีขึ้น โดยในการดำเนินการที่ผ่านมาเริ่มต้นจากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย จำนวนรวม 8 ครั้ง แบ่งเป็นส่วนภูมิภาคจำนวน 7 ครั้ง และส่วนกลางจำนวน 1 ครั้ง

จากนั้นจึงนำความคิดเห็นที่ได้มาจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี แล้วนำกลับไปจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปีในส่วนภูมิภาคอีกจำนวน 5 ครั้ง แล้วจึงนำเอาข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะที่ได้จากทั้ง 5 เวที มาปรับปรุง (ร่าง) ยุทธศาสตร์ฯ ให้สมบูรณ์มากขึ้น

ก่อนที่จะนำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ไปทำการประชาพิจารณ์ เมื่อวันอังคารที่ 12 กันยายน 2560 เวลา 9.00-12.00 น. ณ การยางแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

หลังจากการประชาพิจารณ์ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราจะได้นำเอาข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุง “(ร่าง) ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี” ให้เป็น “ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี” ที่สมบูรณ์ แล้วจึงนำไปเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา

และกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ก่อนที่จะประกาศใช้ต่อไป โดยในทางปฏิบัตินั้นจำเป็นที่จะต้องมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี (โดยที่มีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ) ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

5.แนวทางในการแก้ปัญหา
5.แนวทางในการแก้ปัญหา

การกำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี

อนึ่ง ยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี ที่จะนำไปเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำ ยุทธศาสตร์ยางพารา ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “เป็นผู้นำของโลกในด้านการผลิตและการส่งออกยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง/ไม้ยางพารา และทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่ยั่งยืน”

โดยการที่จะขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี ให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามพันธกิจจำนวน 8 ข้อ ดังนี้

  1. พัฒนาเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และมีรายได้ที่มั่นคง
  2. ส่งเสริมการผลิตยาง ผลิตภัณฑ์ยาง/ไม้ยางพาราให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับสากล
  3. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
  4. ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจแปรรูปยาง/ไม้ยางพารา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการแปรรูปยาง/ไม้ยางพารา
  5. พัฒนาระบบตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายยาง ผลิตภัณฑ์ยาง/ไม้ยางพารา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  6. ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ
  7. ปรับปรุงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับ ยางพารา ทั้งระบบให้มีความเป็นเอกภาพ มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง มีความชัดเจน และมีความทันสมัย

8) ปรับปรุงกฎระเบียบ/กฎหมาย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ยางพารา ยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 19 กลยุทธ์ โดยทั้ง 5 ยุทธศาสตร์นั้น ประกอบด้วย

1) การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรฯ และสถาบันเกษตรกรฯ

2) การเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน

3) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

4) การพัฒนาตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย

5) การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน

ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า คณะทำงานจัดทำ ยุทธศาสตร์ยางพารา ได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี เอาไว้ว่า “จะต้องทำให้” …

  • ปริมาณผลผลิตยางเฉลี่ยของทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 360 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
  • เกษตรกรฯ และสถาบันเกษตรกรฯ มีความเข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตัวเองได้
  • ปริมาณการซื้อขายยางในตลาดยาง กยท. เพิ่มขึ้นเป็น 2,000,000 ตันต่อปี
  • สัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 30%
  • การใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐคิดเป็นสัดส่วน 10% ของการใช้ยางภายในประเทศ
  • เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมยางพารา มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อปี
  • มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง/ไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นเป็น 800,000 ล้านบาทต่อปี

**********

ขอขอบคุณข้อมูล การยางแห่งประเทศไทย

สนับสนุนโดย