5.ไก่หน้าอกแน่น เหนียว นุ่ม
5.ไก่หน้าอกแน่น เหนียว นุ่ม

มนุษย์ต้องบริโภค “ เนื้อไก่ ” มากขึ้น เพราะเป็นอาหารโปรตีน ราคาต่ำกว่าเนื้อหลายชนิด โลกจึงต้องพัฒนา “พันธุกรรม” ไก่เนื้อ เพื่อตอบโจทย์ผู้เพาะเลี้ยง ผู้แปรรูป และผู้ทำผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ให้มี “กำไร” ในทุกห่วงโซ่ธุรกิจ

1.โรงเรือนไก่เนื้อ
1.โรงเรือนไก่เนื้อ

การเลี้ยงไก่เนื้อ

วันนี้ไก่เนื้อพันธุ์ “Broiler” กลายเป็นพันธุกรรมหลักของโลก ที่มีการเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าเต็มรูปแบบ

กว่า 4 ทศวรรษ ที่ไทยเข้าสู่การเลี้ยงไก่เนื้อเชิงอุตสาหกรรม มีการแบ่งงานกันทำตามความถนัด ตั้งแต่ต้นน้ำกระทั่งปลายน้ำทางธุรกิจ

เป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรหลายสาขา โดยเฉพาะพืชอาหารสัตว์ เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนปิด ภายใต้ระบบไบโอซีเคียว และเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์สากล เช่น แอนนิมอล เวลแฟร์ ISO และฮาลาล เป็นต้น

ผลิตไก่เนื้อแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ต่างๆ สู่ตลาดโลก นำเงินตราเข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท/ปี ซ้ำยังทดแทนการนำเข้าเนื้อไก่ ทำให้ตลาดในประเทศไม่ถูกแชร์ส่วนแบ่ง

ไก่เนื้อจึงเป็นไก่เศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินไปหล่อเลี้ยงคนหลายระดับ

แต่เนื่องจากพันธุกรรมไก่เนื้อระดับ ปู่ ย่า ยังต้องซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกาเสียดุลการค้าปีละหลายล้านบาท

2.ดร.มานิจ วิบูลย์พันธ์ เจ้าของมานิจฟาร์ม
2.ดร.มานิจ วิบูลย์พันธ์ เจ้าของมานิจฟาร์ม

การพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อ

เหตุนี้ “บรีดเดอร์” หรือนักวิชาการด้านพันธุศาสตร์หลายสำนัก ได้นำ “ไก่ไทย” หรือ “ไก่พื้นเมือง” มาเลี้ยงเป็นไก่เนื้อ เพื่อแชร์ตลาดไก่ แต่เป็นเพียงเริ่มต้น เนื่องจากยังบกพร่อง หรือมี “จุดอ่อน” หลายประการ เช่น เลือดชิด ลูกออกมาอ่อนแอ เลี้ยงนาน เนื้อน้อย บางพันธุ์มาจากจีน ตัวเล็ก เลี้ยงยาก หรือไก่ไทยบางพันธุ์ เนื้อนุ่ม เหนียวน้อย แต่เลี้ยงนาน กว่าจะได้เงิน

ซึ่งหลายทศวรรษที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ไก่ไทยอยู่ในสายตาบรีดเดอร์ เสือซุ่ม นาม ดร.มานิจ วิบูลย์พันธ์ เจ้าของมานิจฟาร์ม  ฟาร์มวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมไก่เนื้อ และไก่ไข่ ได้ลงทุนพัฒนาฟาร์ม โรงเรือน อุปกรณ์ อาหาร และพันธุกรรมร เป็นต้น หลายล้านบาท เพื่อให้งานวิจัยเกิดองค์ความรู้นำไปต่อยอดพัฒนาเชิงรุกด้านธุรกิจไก่เนื้อของไทย เพื่อทดแทนการนำเข้าพันธุกรรมนั่นเอง

แต่การพัฒนาพันธุกรรมไก่เนื้อเชิงธุรกิจ ต้องมองให้ทะลุถึง “จุดด้อย” ของพันธุ์ไก่ต่างๆ ที่อยู่ในรูป ไก่ชน ไก่พื้นเมือง ไก่ป่า ซึ่ง ดร.มานิจ พบว่า ไก่พื้นเมืองวันนี้ถูกกรมปศุสัตว์จำกัดบริเวณการเลี้ยง ป่าน้อยลง ไก่ป่าก็ผสมพันธุ์กันอยู่ในวงจำกัด เลือดชิดมากขึ้น ไม่สามารถปลดปล่อยพันธุกรรมเด่นๆ ออกมาได้

“สังเกตได้ว่าไก่บ้านเราเริ่มให้ลูกน้อยลง ฟักไม่ค่อยออก ถ้าเรามีพันธุกรรมใหม่ที่พัฒนาแล้วสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียได้ ก็จะทำให้ไก่กลับมาแข็งแรงกว่าเดิม เราทดลองเอาไก่ที่เราพัฒนาแล้วไปอยู่ใต้ถุนบ้าน พร้อมกับไก่บ้าน สามารถขยายพันธุ์ได้ดีกว่า 40% เช่น ไก่บ้านขยายได้ 10 ตัว แต่ของมันได้ 14 ตัว” ดร.มานิจ เปิดเผยถึงความสำเร็จในการพัฒนาพันธุกรรมไก่พื้นเมือง

การที่ไก่ผสมพันธุ์กันเองจนเกิดเลือดชิดนั้น นำมาซึ่งความเสียหายหลายอย่าง โดยเฉพาะไก่อ่อนแอ ขาดภูมิต้านทาน เป็นโรคง่าย ต้องใช้วัคซีนเพิ่มภูมิต้านทาน

3.ไก่ BL-120 เพศผู้
3.ไก่ BL-120 เพศผู้
ไก่ BL-120 เพศเมีย
ไก่ BL-120 เพศเมีย

จุดเด่นของไก่เนื้อ BL 120

ดังนั้นการพัฒนาพันธุกรรมเพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรค ดร.มานิจ จึงต้องลงทุนนำไก่จากต่างประเทศเกือบ 40 สายพันธุ์ และไก่พื้นเมืองของไทยอีกหลายสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่ ไก่ไข่ ไก่สวยงาม เอาเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาพันธุกรรมไก่เนื้อทั้งหมด เพราะทุกสายพันธุ์ย่อมมี “ยีนเด่น” ทั้งนั้น

ไก่บางพันธุ์ชอบบินนอนบนต้นไม้ บางพันธุ์ขยันเขี่ย แม้ไก่อายุ 3 วัน “ไก่ฟายูมิ” ของอียิปต์ อายุ 90 วัน เริ่มไข่ และมีความสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ เมื่อนำจุดเด่นของไก่พันธุ์ต่างๆ มาผสม ทั้งอินบรีด ครอสบรีด จนได้สายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ในด้านต้านทานโรค และตอบโจทย์ทางธุรกิจ ที่ทำ “กำไร” ได้มากกว่าพันธุ์เดิมๆ ในวงการ

ไก่เนื้อพันธุ์นี้ ดร.มานิจ ตั้งชื่อว่า บอยเลอร์ไลน์ 120 (BL120) ตอบโจทย์ในเรื่องระยะเวลาการเลี้ยง ต้นทุนการเลี้ยง ผลผลิตที่ได้ และรสชาติ ได้ดีที่สุด

BL120 เลี้ยง 45-60 วัน น้ำหนัก 2-3 กก. หน้าอกแน่น เนื้อเหนียว นุ่ม และไขมันน้อย เป็นต้น

“เลี้ยงแล้วได้ภูมิต้านทานดีกว่า ขยายพันธุ์ได้มากกว่าไก่เนื้อทั่วไป ที่ได้ไก่ 170/แม่/ปี แต่ของเรา 200 กว่า/แม่/ปี” ดร.มานิจ ยืนยันถึงจุดเด่นของ BL120 ที่สามารถทดแทนไก่เนื้อได้ดี

4.ไข่ใบใหญ่ สด สะอาด
4.ไข่ใบใหญ่ สด สะอาด

การฟักไข่

การผลิตล็อตแรก ทั้งตัวผู้และตัวเมีย 200 ตัว และจะมีออกมาเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาด

มีพ่อแม่พันธุ์พร้อมที่จะให้ไข่ เพื่อป้อนเข้า “ตู้ฟัก” 4 ตู้ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงจากต่างประเทศ สามารถฟักได้ถึง 90% โดยใช้งบประมาณเกือบ 2 ล้านบาท แต่ก็คุ้มค่า เพราะใช้ฟักไก่ไข่ด้วย เพียง 6 เดือน ก็คืนทุนแล้ว

ดร.มานิจได้เลือกใช้ตู้ฟักของ “บริษัท เดลต้า เวต จำกัด” เป็นผู้บุกเบิก ในการนำระบบการเลี้ยงไก่ในโรงเรือนแบบปิดมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่ต้องการปรับระบบการเลี้ยงไก่ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง จากประสบการณ์ของเราที่มีมาอย่างยาวนานมากกว่า 35 ปี

นอกจากระบบการเลี้ยงไก่ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีเครื่องฟักไข่ที่มีมาตรฐาน ด้วยแนวคิดของ Microclimer เกี่ยวกับการไหลเวียนของอากาศแบบ laminar airflow ทำให้อุณหภูมิฟักไข่มีความสม่ำเสมอ และสามารถควบคุม อุณหภูมิของอากาศใน section ทั้งหมดของตู้ฟักได้อย่างเหมาะสม ทำให้ได้ไก่ที่ฟักมีคุณภาพดี

“ตู้ฟักมีท่อน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูงกว่าที่ตั้งไว้ มันจะดึงน้ำเย็นมาลดอุณหภูมิภายในตู้ โดยที่พัดลมไม่ต้องดูดอากาศข้างนอกเข้ามา ตู้นี้ตากแดดได้ เพราะอุณหภูมิภายนอกไม่มีผลต่ออุณหภูมิในตู้” ดร.มานิจยืนยันถึงประสิทธิภาพของตู้ฟักไข่ที่มีความพร้อมทางธุรกิจ

5.ไก่หน้าอกแน่น เหนียว นุ่ม
5.ไก่หน้าอกแน่น เหนียว นุ่ม

ด้านตลาดและช่องทางจำหน่ายไก่เนื้อ

ไก่เนื้อ BL120 เป็นไก่ลูกผสมหลากหลายพันธุกรรม ดังนั้นจึงมีสีที่หลากหลายเหมือนไก่บ้าน และมีความแข็งแรง ทนทานต่อโรค และสภาพแวดล้อม จึงเลี้ยงได้ทั้งนอกและในโรงเรือนปิด

เมื่อไก่เนื้อ BL120 กลายเป็นไก่เนื้อ ที่บีบให้ “ต้นทุน” การเลี้ยงต่ำกว่าไก่เนื้อทั่วไป ในทางธุรกิจย่อมได้เปรียบในมิติที่ 1 แต่ในมิติที่ 2 คือ คุณภาพเนื้อ ที่อร่อย แปรรูปเป็นอาหารได้หลายเมนู ผู้ซื้อย่อมตั้งราคาสูงกว่าไก่เนื้อทั่วไปได้

ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ของ ดร.มานิจ วิบูลย์พันธ์ ในการแก้จุดอ่อนของไก่เนื้อทั่วไป ด้วยการสะสมสายพันธุ์ไก่เนื้อทั้งหมด แล้วผสมพันธุ์จนได้พันธุ์ไทย BL120 ที่เป็นเลิศทางธุรกิจ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “รูปแบบ” ธุรกิจไก่เนื้อ เพราะผู้เลี้ยงรายย่อยสามารถเริ่มต้นเลี้ยงเพียง 1 คู่ จากนั้นก็ขยายประชากรให้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานพันธุกรรม BL120 ก็กระจายทั่วประเทศ เกิดต้นน้ำหลายสายไหลไปรวมกัน เป็นแม่น้ำไก่ไทย BL120 จนสามารถทดแทนไก่เนื้อจากต่างประเทศ

เมื่อ “คุณภาพ” ก่อให้เกิด “ปริมาณ” นั่นหมายถึง ขบวนการ BL120 พร้อมใจกันปฏิบัติการทางธุรกิจ ยึดตลาดไก่เนื้อโดยออโต้

ติดต่อขอรายละเอียดโดยตรงที่ “มานิจฟาร์ม” ต.หนองปลาหมอ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โทร.081-195-3908

อ้างอิง : นิตยสารสัตว์บก ฉบับที่ 335